Tag: แมงกะพรุนหัวขวด

Home / แมงกะพรุนหัวขวด

นักวิชาการ ม.อ. เตือนพบแมงกะพรุนหัวขวดที่ทะเลสงขลา  แนะเที่ยวทะเลต้องพกน้ำส้มสายชู

ข้อมูลจากเฟซบุกแฟนเพจ ‘ศูนย์วิจัยทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งอ่าวไทยตอนล่าง’ ระบุการสำรวจพบแมงกะพรุนหัวขวด บางคนเรียกแมงกะพรุนไฟหมวกโปรตุเกส หรือแมงกะพรุนไฟเรือรบ เป็นแมงกะพรุนพิษในสกุล Physalia บริเวณพื้นที่ชายหาดชลาทัศน์ (174 ตัว/100 ม.) ชายหาดสมิหลา (15 ตัว/100 ม.) และ ชายหาดแหลมสนอ่อน (62 ตัว/100 ม.) โดยในช่วงเดือนมกราคม-มีนาคม ของทุกปีเป็นช่วงการระบาดของแมงกะพรุนกลุ่มนี้ ด้าน ดร.ศักดิ์อนันต์ ปลาทอง อาจารย์ภาควิชาชีววิทยา คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ให้สัมภาษณ์ในรายการแลบ้านแลเมือง สถานีวิทยุ ม.อ.หาดใหญ่ PSUBroadcast พร้อมตั้งข้อสังเกตว่าทะเลไทยทั้งฝั่งอ่าวไทยและอันดามันเจอแมงกะพรุนชนิดนี้บ่อยขึ้น อาจเป็นเพราะการเพิ่มขึ้นไฟโตแพลงตอนก์อาหารของของแมงกะพรุน ส่วนประเด็นภาวะโลกรวนนั้นยังไม่มีข้อชี้ชัดชัดเจนว่ามีผลตรงกับจำนวนแมงกะพรุนอย่างไร

นักวิชาการ ม.อ. เตือนภัยทะเลสงขลาเจอแมงกะพรุนหัวขวดมากขึ้น แนะเที่ยวทะเลต้องพกน้ำส้มสายชู

ข้อมูลจากเฟซบุกแฟนเพจ 'กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง' ระบุการสำรวจพบแมงกะพรุนหัวขวดหรือบางคนเรียกแมงกะพรุนไฟหมวกโปรตุเกส หรือแมงกะพรุนไฟเรือรบ เป็นแมงกะพรุนพิษในสกุล Physalia ในทุกจังหวัดชายฝั่งทะเล และเริ่มพบบ่อยในจังหวัดสงขลา ช่วงเดือนมกราคม-มีนาคม ดร.ศักดิ์อนันต์ ปลาทอง ศูนย์เรียนรู้วิทยาศาสตร์ทางทะเล คณะวิทยาศาสตร์ ม.อ. ให้สัมภาษณ์ในรายการแลบ้านแลเมืองสถานีวิทยุ ม.อ.หาดใหญ่ PSUBroadcast พร้อมตั้งข้อสังเกตว่าทะเลไทยทั้งฝั่งอ่าวไทยและอันดามันเจอแมงกะพรุนชนิดนี้บ่อยขึ้น อาจเป็นเพราะการเพิ่มขึ้นไฟโตแพลงตอนก์อาหารของของแมงกะพรุน ส่วนประเด็นภาวะโลกรวนนั้นยังไม่มีข้อชี้ชัดชัดเจนว่ามีผลตรงกับจำนวนแมงกะพรุนอย่างไร

สคร.12 สงขลา เตือนประชาชนลงเล่นน้ำทะเล ระมัดระวังแมงกะพรุนหัวขวด

แมงกะพรุนหัวขวด มีลักษณะส่วนบนลอยโผล่พ้นน้ำคล้ายลูกโป่งรูปร่างรี ยาว คล้ายหมวกของทหารเรือชาวโปรตุเกส มีหนวดยาวสีฟ้าหรือสีม่วง มีเข็มพิษ (nematocyst) สำหรับป้องกันตัวและจับเหยื่อ กระจายอยู่ทุกส่วนของร่างกาย โดยเฉพาะบริเวณหนวด (tentacle) สำหรับพิษของแมงกะพรุนหัวขวด มีผลต่อระบบประสาท หัวใจ และผิวหนัง ส่วนใหญ่ผู้ที่สัมผัสพิษจะมีอาการคัน และปวดแสบปวดร้อนในเบื้องต้น โดยการแสดงอาการของพิษในผู้ป่วยแต่ละบุคคลความรุนแรงจะต่างกัน ขึ้นอยู่กับความแข็งแรงของร่างกาย ความต้านทาน และปริมาณพิษที่ได้รับ