เมื่อ “ยาดม” ไม่ใช่แค่ยาสามัญประจำบ้าน แต่กลายเป็นไอเทมติดตัวที่ขาดไม่ได้จนถูกขนาน นามว่าเป็น “อวัยวะที่ 34″ ของคนไทยยุคใหม่ ทว่าท่ามกลางกระแสความนิยมที่พุ่งสูง ผู้เชี่ยวชาญเริ่มออกมาตั้งคำถามถึงพฤติกรรมการใช้งานที่สุ่มเสี่ยง และส่วนผสมทางเคมีที่อาจส่งผลเสียต่อร่างกายหาก ” ใช้ยาดมปลอม”

รศ.ดร.ภก.ภาณุพงษ์ พุทธรักษ์ สาขาวิชาเภสัชเวทฯ คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ได้ร่วมให้ความรู้และข้อแนะนำผ่านทางรายการแลบ้านแลเมือง เมื่อวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2569 ว่าประเภทของยาดมตามลักษณะการใช้งาน ยาดมที่วางจำหน่ายทั่วไปมักประกอบด้วยสารหอมระเหยหลัก เช่น พิมเสน การบูร และเมนทอล ซึ่งแบ่งออกเป็น 2 รูปแบบหลัก คือ แบบน้ำ เป็นสารสกัดเข้มข้น มักใช้สูดดมหรือทาบาง ๆ และแบบผงสมุนไพร เป็นสมุนไพรแห้งผสมกับน้ำมันหอมระเหย ให้กลิ่นหอมที่เป็นเอกลักษณ์จากธรรมชาติ
กลโกงบรรจุภัณฑ์เนียนจนแยกไม่ออกจากกระแสความนิยมยาดมที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง กลายเป็นช่องว่างให้กลุ่มมิจฉาชีพผลิตสินค้าไม่ได้มาตรฐานออกมาจำหน่าย โดยพบว่ายาดมปลอมเหล่านี้มีการ “สวมเลขจดแจ้ง” หรือพิมพ์เลขทะเบียนตำรับยาที่ไม่มีอยู่จริงลงบนฉลาก รวมถึงการออกแบบบรรจุภัณฑ์ให้มีความใกล้เคียงกับยี่ห้อดัง เพื่อตบตาให้ผู้บริโภคหลงเชื่อว่าได้รับสินค้าที่มีคุณภาพและผ่านการรับรองจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.)
คำเตือนจากผู้เชี่ยวชาญ: “ดมได้ แต่ต้องดมให้เป็น” แนวทางการใช้ยาดมให้ปลอดภัยตามมาตรฐานการแพทย์ มีข้อควรระวังสำคัญที่ผู้บริโภคมักมองข้าม:
1. ไม่ควรให้หลอดหลอดยาดมสัมผัสจมูกโดยตรง: เพื่อป้องกันการสะสมของเชื้อแบคทีเรียและลดการระคายเคืองจากสารเข้มข้น
2. หลีกเลี่ยงการใช้ร่วมกับผู้อื่น: ป้องกันการแพร่กระจายของเชื้อโรคผ่านทางลมหายใจและสารคัดหลั่ง
3. สังเกตอาการผิดปกติ: หากเริ่มมีอาการคัดจมูกเรื้อรัง หรือเยื่อบุจมูกแห้งผิดปกติ ควรพักการใช้งานทันที
การสูดดมกลิ่นบำบัดควรเป็นไปเพื่อส่งเสริมสุขภาวะ ไม่ใช่การสะสมสารเคมีเข้าสู่ระบบทางเดินหายใจโดยไม่รู้ตัว ดังนั้น ผู้บริโภคยุคใหม่จึงจำเป็นต้องยกระดับการสังเกตและเลือกเฉพาะผลิตภัณฑ์ที่มีแหล่งที่มาชัดเจนเพื่อให้ “อวัยวะที่ 34” ชิ้นนี้ เป็นเพื่อนคู่ใจที่ส่งผลดีต่อสุขภาพอย่างยั่งยืนอย่างแท้จริง
เรียบเรียงโดย นางสาวรศิกานต์ นวลแก้ว, นายพัณพัฒน์ กุลนี นักศึกษาฝึกงาน PSU Broadcast









