มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ โดยคณะนวัตกรรมเกษตร ประมง และอาหาร วิทยาเขตสุราษฎร์ธานี ดำเนินโครงการวิจัยเพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวชุมชนควบคู่กับการอนุรักษ์โลมาสีชมพูในพื้นที่อำเภอขนอม จังหวัดนครศรีธรรมราช และพื้นที่ใกล้เคียง เพื่อยกระดับรายได้ของชุมชนประมงพื้นบ้าน พร้อมทั้งลดผลกระทบต่อทรัพยากรทางทะเลอย่างยั่งยืน
ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.สุวัฒน์ จุฑาพฤทธิ์ อาจารย์ประจำคณะนวัตกรรมเกษตร ประมง และอาหาร มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตสุราษฎร์ธานี เปิดเผยว่า การท่องเที่ยวชุมชนและการอนุรักษ์โลมาสีชมพูเป็นแนวทางที่ดำเนินควบคู่กัน โดยการส่งเสริมให้ชาวประมงพื้นบ้านสามารถปรับเปลี่ยนบทบาทจากการทำประมงเพียงอย่างเดียว ไปสู่การให้บริการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ เช่น การนำเที่ยวชมโลมาสีชมพู ซึ่งถือเป็นสัญลักษณ์สำคัญของพื้นที่อำเภอขนอม นอกจากจะช่วยเพิ่มรายได้ให้กับชุมชนแล้ว ยังช่วยลดการใช้เครื่องมือประมงในทะเล ส่งผลให้ความเสี่ยงที่โลมาจะติดเครื่องมือประมงลดลงอีกด้วย
ตลอดระยะเวลากว่า 10 ปีที่ผ่านมา คณะนวัตกรรมเกษตร ประมง และอาหาร ได้ดำเนินงานวิจัยและลงพื้นที่เพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจแก่ชุมชน โดยให้คำแนะนำเกี่ยวกับแนวทางการท่องเที่ยวที่เหมาะสม เช่น การรักษาระยะห่างระหว่างเรือกับโลมาอย่างน้อย 50 เมตร เพื่อลดผลกระทบต่อพฤติกรรมและความปลอดภัยของสัตว์ทะเล

โครงการวิจัยดังกล่าวได้รับการสนับสนุนทุนวิจัยจากมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ โดยมีโครงการย่อยสำคัญ 3 โครงการ ได้แก่
- การวิเคราะห์พื้นที่เสี่ยงที่โลมาสีชมพูอาจติดเครื่องมือประมง
- การศึกษาแนวทางเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจของการท่องเที่ยวชมโลมาสีชมพู
- การพัฒนาแนวทางทำเครื่องหมายเครื่องมือประมง (Fishing Gear Marking) เพื่อลดปัญหาเครื่องมือประมงสูญหายหรือ “อวนผี” ซึ่งเป็นภัยคุกคามต่อสิ่งมีชีวิตทางทะเล
จากผลการศึกษาพบว่า ปัจจุบันสามารถระบุพื้นที่เสี่ยงที่โลมามีโอกาสติดเครื่องมือประมงได้อย่างชัดเจน โดยเฉพาะบริเวณอ่าวเตล็ด อำเภอขนอม ซึ่งสามารถนำข้อมูลไปใช้วางแผนจัดการพื้นที่และลดความเสี่ยงได้อย่างเหมาะสม นอกจากนี้ ยังมีข้อเสนอให้เพิ่มมูลค่าการท่องเที่ยว เช่น การปรับค่าเรือท่องเที่ยวจาก 1,200 บาท เป็น 1,400 บาท เพื่อช่วยคัดกรองนักท่องเที่ยวเชิงคุณภาพ ลดการแข่งขันด้านราคา และเพิ่มรายได้ให้แก่ชุมชนอย่างเป็นธรรม
ในด้านสถานการณ์ประชากรโลมาสีชมพู ปัจจุบันคาดว่ามีจำนวนมากกว่า 200 ตัวในพื้นที่ชายฝั่งภาคใต้ โดยเฉพาะบริเวณหมู่เกาะอ่างทองและปากแม่น้ำดอนสัก ซึ่งมีโอกาสพบโลมาสูงถึงร้อยละ 80 ทั้งนี้ โลมาสีชมพูถูกจัดอยู่ในสถานะ “เปราะบาง” (Vulnerable) ตามบัญชีแดงของสหภาพนานาชาติเพื่อการอนุรักษ์ธรรมชาติ (IUCN Red List) โดยภัยคุกคามหลักมาจากกิจกรรมของมนุษย์ เช่น การทำประมงและการคมนาคมทางน้ำ นอกจากนี้ โครงการยังได้เสนอแนวทางการแก้ไขปัญหา “อวนผี” โดยการทำเครื่องหมายบนเครื่องมือประมง เพื่อให้สามารถติดตามและกู้คืนได้เมื่อสูญหาย ลดผลกระทบต่อระบบนิเวศทางทะเลในระยะยาว
ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.สุวัฒน์ กล่าวเพิ่มเติมว่า หลังจากการตีพิมพ์ผลงานวิจัยแล้ว จะมีการถ่ายทอดองค์ความรู้และคืนข้อมูลให้แก่ชุมชน รวมถึงผลักดันข้อเสนอเชิงนโยบายผ่านหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้เกิดการพัฒนาการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์อย่างเป็นรูปธรรม มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ยังเน้นย้ำถึงความสำคัญของการมีส่วนร่วมของชุมชนในการบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติ โดยการพัฒนาการท่องเที่ยวชุมชนอย่างมีคุณภาพ จะช่วยสร้างรายได้ให้กับชุมชนประมงพื้นบ้าน ควบคู่กับการอนุรักษ์ทรัพยากรทางทะเล และรักษาสมดุลของระบบนิเวศอย่างยั่งยืน ทั้งนี้ นักท่องเที่ยวควรมีส่วนร่วมในการอนุรักษ์ โดยหลีกเลี่ยงการให้อาหารโลมาสีชมพู และปฏิบัติตามแนวทางการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ เพื่อร่วมกันรักษาทรัพยากรธรรมชาติอันทรงคุณค่าให้คงอยู่ต่อไปอย่างยั่งยืนในอนาคต











