นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย สวมใส่เสื้อผ้าทอเกาะยอ “ลายราชวัตร” ผ้าทอเอกลักษณ์ของจังหวัดสงขลา ในโอกาสเข้าร่วมการประชุมคณะรัฐมนตรีอย่างเป็นทางการนอกสถานที่ (ครม.สัญจร) นัดแรกของปี 2569 ณ ศูนย์ประชุมนานาชาติฉลองราชสมบัติครบ 60 ปี มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา
ก่อนการประชุม นายกรัฐมนตรีได้เยี่ยมชมนิทรรศการของหน่วยงานในพื้นที่ รวมทั้งนิทรรศการ Hat Yai Flood Resilient City : Hat Yai Model Plus ของมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ นอกจากนี้ยังได้เยี่ยมชมบูธสินค้า OTOP และผลิตภัณฑ์จากวิสาหกิจชุมชน พร้อมพูดคุยกับผู้แทนชุมชนอย่างเป็นกันเอง ก่อนร่วมถ่ายภาพหมู่กับคณะรัฐมนตรี และเข้าสู่วาระการประชุม ครม.สัญจร






นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรี กล่าวว่า การประการประชุมคณะรัฐมนตรีอย่างเป็นทางการนอกสถานที่ ณ จังหวัดสงขลาในครั้งนี้ เป็นครั้งแรกของรัฐบาล โดยได้ลงพื้นที่ 5 จังหวัด ได้แก่ สงขลา สตูล ยะลา นราธิวาส และปัตตานี เพื่อรับฟังปัญหา ติดตามการดำเนินงาน และรับฟังข้อเสนอจากพี่น้องประชาชนและทุกภาคส่วนอย่างใกล้ชิด ซึ่งตลอดการลงพื้นที่ เราได้เห็นทั้งศักยภาพของพื้นที่ และปัญหาที่ประชาชนต้องการให้รัฐบาลเร่งแก้ไข
วันนี้ คณะรัฐมนตรีจึงได้กำหนดแนวทางเร่งด่วน หรือ Quick Win เพื่อให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องนำไปดำเนินการทันที โดยครอบคลุม 4 เรื่องสำคัญ คือ เศรษฐกิจ สังคม ความมั่นคง และการบริหารจัดการภัยพิบัติ
เรื่องแรก คือ เศรษฐกิจ รัฐบาลต้องการให้เศรษฐกิจของ 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้เติบโตจากศักยภาพของพื้นที่เอง ทั้งภาคเกษตร การค้า การลงทุน อุตสาหกรรม และการท่องเที่ยว เราจะเร่งปลดล็อกข้อจำกัดที่เป็นอุปสรรค ต่อการทำธุรกิจ โดยให้ผู้ว่าราชการจังหวัดต้องเป็นผู้นำและผู้สนับสนุนไปพร้อมกัน ซึ่งได้มอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการ อาทิ ให้กระทรวงการคลัง พิจารณามาตรการด้านการเงินและภาษีโดยเฉพาะที่เกี่ยวข้องกับสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำเฉพาะกิจ (Soft Loan) และค่าธรรมเนียมบรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) รวมทั้งรัฐบาลได้มอบหมายให้กระทรวงคมนาคมดำเนินงานขุดลอกและบำรุงรักษาร่องน้ำปัตตานีและร่องน้ำสงขลา เป้าหมายของรัฐบาล คือ ทำให้คนในพื้นที่มีโอกาส มีรายได้ และสามารถเติบโตไปพร้อมกับเศรษฐกิจของภูมิภาค
เรื่องที่สอง คือ สังคมและคุณภาพชีวิต รัฐบาลจะเดินหน้าแก้ไขปัญหาความยากจน ดูแลประชาชนกลุ่มเปราะบาง และเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงบริการสาธารณสุขและการประกอบอาชีพ รัฐบาลได้มอบหมายให้เร่งดำเนินการด้านการออกแบบและก่อสร้าง โรงพยาบาลหาดใหญ่ แห่งที่ 2 โดยมีกรอบวงเงินเบื้องต้น 250 ล้านบาท นอกจากนี้ รัฐบาลจะเร่งหารือกับประเทศมาเลเซีย เพื่อให้แรงงานไทยได้รับการคุ้มครองและดูแลอย่างเหมาะสม พร้อมลดภาระและต้นทุนของผู้ประกอบการ
เรื่องที่สาม คือ ความมั่นคง รัฐบาลจะเดินหน้าความมั่นคงควบคู่กับการพัฒนาหัวใจสำคัญคือ รัฐต้องทำงานร่วมกับประชาชน ไม่ใช่ทำงานแยกจากประชาชน เราจะเพิ่มประสิทธิภาพเครือข่ายความปลอดภัยในพื้นที่ พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านความมั่นคง และนำเทคโนโลยีสมัยใหม่ รวมถึง AI มาใช้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการรักษาความปลอดภัยและการบริหารจัดการจุดผ่านแดนเป้าหมายของเราคือ สร้างความสงบ สร้างความปลอดภัย และสร้างความเชื่อมั่น เพื่อให้ประชาชนสามารถใช้ชีวิต ทำมาหากิน และประกอบธุรกิจได้อย่างมั่นคง
เรื่องที่สี่ คือ การป้องกันและบริหารจัดการภัยพิบัติ รัฐบาลได้จัดสรรงบประมาณเร่งด่วนเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการป้องกันและบรรเทาภัยพิบัติ วงเงินรวมกว่า 142 ล้านบาท ทั้งการก่อสร้าง ศูนย์พักพิงชั่วคราวที่ปัตตานี วงเงิน 20 ล้านบาท โครงการการเพิ่มประสิทธิภาพระบบระบายน้ำ ของเทศบาลนครหาดใหญ่ วงเงิน 25.9 ล้านบาท และของเทศบาลเมืองควนลัง วงเงิน 21.1 ล้านบาท นอกจากนี้ รัฐบาลได้เห็นชอบการดำเนินโครงการปรับปรุงแก้มลิงคลองเรียน วงเงิน 75 ล้านบาท ด้วย



#ครม.ไฟเขียว “ประกันภัยพิบัติแห่งชาติ” คุ้มครอง 3 ภัย 30 ล้านครัวเรือน รัฐช่วยค่าเบี้ย บ้านเสียหายรับสูงสุด 1 แสนบาท เสียชีวิต 2 ล้านบาท
คณะรัฐมนตรีได้เห็นชอบในหลักการให้ปรับรูปแบบการช่วยเหลือผู้ประสบภัย จากการรอรับเงินเยียวยา ไปสู่ ระบบประกันภัยสำหรับครัวเรือน โดยแนวทางนี้จะช่วยให้ประชาชนได้รับเงินชดเชยเร็วกว่า และมากกว่า ระบบเดิม เมื่อเกิดอุทกภัย วาตภัย หรือแผ่นดินไหว โดยมีเป้าหมายให้ความคุ้มครองที่อยู่อาศัยครอบคลุมประมาณ 30 ล้านหลังคาเรือนนี่คือการเปลี่ยนจากการ “รอเยียวยาเมื่อเกิดเหตุ” ไปสู่การ “เตรียมความพร้อมและบริหารความเสี่ยงล่วงหน้า”
สำหรับหลักเกณฑ์การจ่ายค่าสินไหมทดแทน เบื้องต้นกำหนดว่า
– กรณีอุทกภัย ให้จ่ายส่วนที่หนึ่ง จำนวน 10,000 บาทต่อครั้งต่อหลังคาเรือน
– กรณีวาตภัยหรือแผ่นดินไหว ให้จ่ายส่วนที่หนึ่ง จำนวน 5,000 บาทต่อครั้งต่อหลังคาเรือน ภายใน 15 วัน และจ่ายเพิ่มเติมตามมูลค่าความเสียหายจริง วงเงินค่าสินไหมทดแทนรวมทั้งสิ้นไม่เกิน 100,000 บาท ต่อครั้งต่อหลังคาเรือน
-กรณีเสียชีวิตจากภัยที่อยู่ภายใต้การคุ้มครอง กำหนดจ่ายเงินผลประโยชน์ รายละ 2,000,000 บาท
ซึ่งที่ประชุม ครม. ได้มอบหมายให้กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย และสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย หรือ คปภ. เร่งดำเนินการจัดทำระบบประกันภัยพิบัติแห่งชาติให้แล้วเสร็จโดยเร็ว พร้อมทั้งให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องสนับสนุนข้อมูลที่จำเป็น และเร่งศึกษาแนวทางการยกเลิก แก้ไข หรือปรับปรุงระเบียบและกฎหมายที่เกี่ยวข้อง เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความซ้ำซ้อนกับมาตรการช่วยเหลือและเยียวยาผู้ประสบภัยที่มีอยู่เดิม
#ครม. ชงวาระสำคัญ ก่อสร้างรถไฟทางคู่สายใต้ 3 เส้นทาง พัฒนาภาคใต้ในระยะยาว
นอกจากมาตรการเร่งด่วนแล้ว รัฐบาลยังเดินหน้าโครงการโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ที่จะเป็นกลไกสำคัญในการพัฒนาภาคใต้ในระยะยาว โดยวันนี้ คณะรัฐมนตรีได้อนุมัติโครงการ รถไฟทางคู่ระยะที่ 2 ในเส้นทางสายใต้ 3 ช่วง ได้แก่ ชุมพร–สุราษฎร์ธานี สุราษฎร์ธานี–ชุมทางหาดใหญ่ และชุมทางหาดใหญ่–ปาดังเบซาร์ วงเงินลงทุนรวม 106,798.32 ล้านบาท โครงการนี้จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการเดินทางและการขนส่ง เชื่อมโยงเศรษฐกิจของภาคใต้กับภูมิภาคอื่นของประเทศ รวมถึงประเทศเพื่อนบ้าน ขณะเดียวกัน รัฐบาลยังเดินหน้าโครงการสำคัญ เช่น สะพานข้ามทะเลสาบสงขลา และโครงการ สะพานเชื่อมเกาะลันตา ซึ่งจะช่วยยกระดับการคมนาคม การท่องเที่ยว และการเชื่อมโยงทางเศรษฐกิจของพื้นที่พี่น้องประชาชน



การมาประชุมคณะรัฐมนตรีที่ภาคใต้ครั้งนี้ ไม่ใช่เพียงการประชุมในพื้นที่ แต่เป็นการนำปัญหาของประชาชนเข้าสู่การตัดสินใจของรัฐบาลโดยตรง เราไม่ได้มารับฟังแล้วจบ แต่ต้องรับฟังแล้วลงมือทำ 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้มีศักยภาพอย่างมาก ทั้งด้านเศรษฐกิจ การท่องเที่ยว การค้าชายแดน ทรัพยากรธรรมชาติ และวัฒนธรรมที่มีความหลากหลาย สิ่งที่รัฐบาลต้องทำ คือ สนับสนุนศักยภาพเหล่านี้ และเร่งแก้ไขข้อจำกัดที่ทำให้ประชาชนยังไม่สามารถใช้ศักยภาพของพื้นที่ได้อย่างเต็มที่ โดยรัฐบาลจะทำงานโดยยึดประชาชนเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจต้องดีขึ้น ความปลอดภัยต้องเพิ่มขึ้นโอกาสต้องมากขึ้น และคุณภาพชีวิตของประชาชนต้องดีขึ้น









