หากพูดถึง “ภูเก็ต” ภาพที่หลายคนนึกถึง อาจเป็นชายหาด โรงแรมหรู อาหารรสเลิศ หรือย่านเมืองเก่าที่เต็มไปด้วยสีสัน แต่ท่ามกลางเมืองท่องเที่ยวที่กำลังเดินหน้าไปสู่เป้าหมายการเป็น The World’s Luxury Destination ยังมีอีกมุมหนึ่งของภูเก็ตที่ไม่ได้อยู่ในเส้นทางท่องเที่ยวกระแสหลัก เป็นชุมชนเล็กๆ ที่นักท่องเที่ยวจำนวนไม่น้อยอาจขับรถผ่านไปโดยไม่รู้ว่า ที่นี่มีทั้งวิถีประมง ป่าชายเลน อาหารพื้นถิ่น ภูมิปัญญา วัฒนธรรม และความหลากหลายทางชีวภาพที่น่าสนใจ
ที่นี่คือ “บ้านบ่อแร่” ตำบลวิชิต อำเภอเมือง จังหวัดภูเก็ต จุดเริ่มต้นของการพัฒนาการท่องเที่ยวโดยชุมชน ที่กำลังพยายามเปลี่ยนจาก “เมืองผ่าน” ให้กลายเป็น “จุดหมายปลายทาง” ด้วยเรื่องราวที่มีอยู่ในพื้นที่ ที่สามารถต่อยอดไปสู่การท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนได้
ดร.อภิรมย์ พรหมจรรยา อาจารย์ประจำคณะการบริการและการท่องเที่ยว มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตภูเก็ต เล่าว่า ชุมชนบ้านบ่อแร่ ทำเรื่องท่องเที่ยวชุมชนมากว่า 10 ปี แต่ก็ยังไม่ค่อยเป็นที่รู้จัก ทั้งๆ ที่ บ้านบ่อแร่อยู่ใจกลางแหล่งท่องเที่ยวของภูเก็ตเลย คือห่างจากชุมชมเมืองเก่าเพียง 5 กิโลเมตร คำถามนี้ กลายเป็นจุดตั้งต้นของงานวิจัย ที่ได้นำองค์ความรู้จากมหาวิทยาลัยลงไปทำงานร่วมกับคนในชุมชน ตั้งแต่การค้นหาอัตลักษณ์ พัฒนาผลิตภัณฑ์และจัดกิจกรรมท่องเที่ยว เสริมทักษะคนในชุมชน เพื่อค้นหาว่า ท่ามกลางการท่องเที่ยวกระแสหลักของภูเก็ต เราจะพัฒนาการท่องเที่ยวชุมชนให้เดินหน้าไปได้อย่างไร โดยเฉพาะที่บ้านบ่อแร่ มีความพร้อมทั้งเรื่องทรัพยากร วิถีชีวิต สิ่งแวดล้อม ป่าชายเลนอุดมสมบูรณ์ และที่สำคัญที่สุดคือ “ทุนมนุษย์”


“จากชุมชนที่เคยถูกประเมินอยู่ในระดับ C เพราะยังไม่รู้ว่าจะจัดการท่องเที่ยวชุมชนอย่างไร บ้านบ่อแร่ค่อย ๆ พัฒนา จัดตั้งทีมวิสาหกิจท่องเที่ยวชุมชน และสร้างเครือข่ายกับพื้นที่ใกล้เคียง ประกอบด้วย บ้านบ่อแร่ แหลมพันวา และอ่าวมะขาม เชื่อมโยงการท่องเที่ยวไปด้วยกัน เพราะแต่ละพื้นที่มี “ของดี” ที่แตกต่างกันไป
อย่างบ้านบ่อแร่ มี คลองมุดง และป่าชายเลน ซึ่งเป็นพื้นที่เรียนรู้ระบบนิเวศและวิถีประมงพื้นบ้าน ที่นี่มีทั้งลิงและทรัพยากรชายฝั่ง รวมถึงสิ่งมีชีวิตที่ถูกยกให้เป็นอีกหนึ่งสัญลักษณ์ของบ้านบ่อแร่ นั่นคือ “ปูก้ามดาบ” แต่สิ่งที่น่าสนใจไปกว่านั้น คือการค้นพบ “แม่หอบ” หรือ “จอมหอบ” สัตว์น้ำโบราณในกลุ่มเดียวกับกุ้งและปู ซึ่งอาศัยอยู่ในพื้นที่ป่าชายเลน และเป็นตัวชี้วัดความอุดมสมบูรณ์ของระบบนิเวศ
ปัจจุบันแม่หอบเริ่มพบได้น้อยลงในหลายพื้นที่ จึงกลายเป็นโจทย์ใหม่ของชุมชนว่า จะทำอย่างไรให้สัตว์ชนิดนี้ยังคงอยู่คู่กับบ้านบ่อแร่ต่อไป แนวคิดหนึ่งคือ การประกาศพื้นที่เป็นเขตอนุรักษ์ของชุมชน และในอนาคตอาจพัฒนาเป็นกิจกรรมเรียนรู้ธรรมชาติ แต่ไม่ใช่การเข้าไปจับหรือรบกวน แต่เป็นการเข้าไป “ดู” และเรียนรู้ เพราะความพิเศษของบ้านบ่อแร่ ไม่ได้อยู่แค่การมีสถานที่ท่องเที่ยว แต่อยู่ที่การมีระบบนิเวศที่ยังสมบูรณ์


ส่วน แหลมพันวา ถูกวางให้เป็น “ชุมชนครัวอร่อย” ด้วยต้นทุนด้านอาหารและวัฒนธรรมการกินของภูเก็ต ไม่ว่าจะเป็น ขนมตาหยาบ ข้าวยำสมุนไพร ข้าวยำน้ำเคยภูเก็ต และโรตีชาชัก โดยเฉพาะขนมตาหยาบที่กำลังเลือนหาย ถูกนำกลับมาพัฒนาใหม่ โดยปรับไส้จากมะพร้าวเป็นสับปะรดภูเก็ต ซึ่งเป็นวัตถุดิบที่มีอัตลักษณ์ของพื้นที่จากขนมที่เคยทำกินกัน กลายเป็นทั้งผลิตภัณฑ์ และกิจกรรมที่นักท่องเที่ยวสามารถลงมือทำด้วยตัวเอง นอกจากนี้แหลมพันวายังมีพื้นที่สีเขียวอย่าง น้ำตกโตนอ่าวยน ที่สามารถพัฒนาเป็นแหล่งเรียนรู้เรื่องพันธุ์พืชและพันธุ์ไม้ได้อีกด้วย



ขณะที่ อ่าวมะขาม พระเอกของพื้นที่ นั่นคือ “เกาะตะเภาน้อย” ที่นี่มีนกเงือกจำนวนมาก ซึ่งการพบเห็นนกเงือกในพื้นที่ เป็นหนึ่งในตัวชี้วัดถึงความอุดมสมบูรณ์ของระบบนิเวศ
นี่เป็นตัวอย่างที่เรานำ “สามสัญลักษณ์ สามชุมชน” นำมาร้อยเรียงเป็นเรื่องเดียวกัน นำอัตลักษณ์ของพื้นที่ มาเปลี่ยนเป็นอาชีพ รายได้ และประสบการณ์สำหรับผู้มาเยือน ขณะเดียวกัน นักวิจัยก็ย้ำว่า การท่องเที่ยวชุมชนไม่ได้หมายความว่า ต้องพานักท่องเที่ยวเข้ามาให้มากที่สุด เพราะหากนักท่องเที่ยวมากเกินขีดความสามารถของชุมชน สิ่งที่ตามมาอาจเป็นการเปลี่ยนแปลงของวิถีชีวิต และกระทบต่อระบบนิเวศ เพราะการท่องเที่ยวที่ดี ไม่ควรทำให้ธรรมชาติต้องเปลี่ยนพฤติกรรมเพื่อรองรับนักท่องเที่ยว แต่ควรทำให้นักท่องเที่ยวเรียนรู้ที่จะอยู่ร่วมกับธรรมชาติ
อีกหนึ่งโจทย์สำคัญ คือ “คน” จากเดิมที่ชุมชนรองรับนักท่องเที่ยวชาวไทยเป็นหลัก วันนี้เริ่มมีนักท่องเที่ยวต่างชาติเข้ามามากขึ้น การเตรียมความพร้อมด้านภาษา การเป็นเจ้าบ้านที่ดี และการสร้างคนรุ่นใหม่ จึงเป็นหัวใจสำคัญ
มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตภูเก็ต จึงไม่ได้ทำหน้าที่เพียงนักวิจัย แต่ยังเป็นพี่เลี้ยง ถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านการท่องเที่ยว การตลาด การคำนวณต้นทุน รวมถึงเปิดโอกาสให้นักศึกษาได้ลงพื้นที่จริง ให้นักศึกษาได้สำรวจเส้นทาง สัมภาษณ์คนในชุมชน และออกแบบเส้นทางท่องเที่ยว ก่อนส่งต่อองค์ความรู้กลับไปให้ชุมชน กลายเป็นการเรียนรู้สองทาง คือ ชุมชนได้องค์ความรู้จากมหาวิทยาลัย ขณะที่นักศึกษาก็ได้เรียนรู้จาก “ของจริง” ในพื้นที่






จากชุมชนระดับ C ในวันแรก วันนี้บ้านบ่อแร่กำลังพิสูจน์ให้เห็นว่า การท่องเที่ยวที่ยั่งยืนเริ่มได้จากการมองเห็นคุณค่าของสิ่งที่ชุมชนมีอยู่แล้ว ทั้งธรรมชาติ วิถีชีวิต อาหาร วัฒนธรรม และผู้คน แล้วนำองค์ความรู้จากงานวิจัยเข้ามาเป็นพลังในการต่อยอด และอนาคตเชื่อว่า “บ้านบ่อแร่” กำลังจะกลายเป็นเป็นต้นแบบที่สามารถนำองค์ความรู้ไปต่อยอดให้กับชุมชนอื่นได้









