รมว.ดีอี  หารือร่วม ม.อ.-ภาครัฐ-เอกชน-ภาคประชาสังคม ยกระดับการเฝ้าระวัง-เตือนภัย และการบริหารจัดการศูนย์พักพิงในพื้นที่ จ.สงขลา

นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เป็นประธานการประชุมหารือ การบริหารจัดการน้ำ และการปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานของเมือง เพื่อการระบายน้ำได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยมีนางสาวชมภารี ชมภูรัตน์ รองปลัดกระทรวงดีอี  ศ.ดร.ธีรณี อจลากุล ผู้อำนวยการสถาบันข้อมูลขนาดใหญ่ (BDI)  นายนัฐวุฒิ แดนดี รองอธิบดีกรมอุตุนิยมวิทยา รศ.ดร.ธนิต เฉลิมยานนท์ รองอธิการบดีมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ รวมถึงภาคเอกชน ภาคประชาสังคม และผู้ที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม ณ ห้องประชุม 210 สำนักงานอธิการบดี มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ได้ให้นโยบายในที่ประชุม ถึงความจำเป็นในการบูรณาการด้านข้อมูลและการทำงานร่วมกัน เพื่อยกระดับการเฝ้าระวัง แจ้งเตือนภัย การอพยพและบริหารจัดการศูนย์พักพิง รวมทั้งให้ความสำคัญในการพัฒนาการเชื่อมโยงข้อมูลด้วยระบบดิจิทัล ในการบริหารจัดการของหน่วยงานรัฐ และความช่วยเหลือจากภาคเอกชน และความร่วมมือจากประชาชน  

นอกจากนี้ได้เน้นย้ำถึงการสื่อสารว่ามีส่วนสำคัญในการจัดการภัยพิบัติ ซึ่งเบื้องต้นได้มอบนโยบายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการเร่งแก้ปัญหาระบบสื่อสาร และระบบไฟฟ้าแล้ว มั่นใจว่าหากเกิดภัยพิบัติการสื่อสารจะสามารถใช้งานได้อย่างแน่นอน

“รู้สึกชื่นชมมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ที่ได้ถอดบทเรียนภัยพิบัติจากเหตุการณ์น้ำท่วมพื้นที่ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา เมื่อปีที่ผ่านมา และนำมาพัฒนาเป็นโครงการเ “Hat Yai Model Plus”  ซึ่งเป็นการยกระดับงานวิจัยและเทคโนโลยีเพื่อรับมือปัญหาน้ำท่วมเมืองหาดใหญ่ ด้วยการบูรณาการข้อมูล เทคโนโลยี และความร่วมมือจากทุกภาคส่วน มุ่งเพิ่มประสิทธิภาพการเตือนภัย การบริหารจัดการภาวะวิกฤต การช่วยเหลือประชาชน และการตัดสินใจเชิงนโยบาย พร้อมสร้างความเข้มแข็งให้เมืองหาดใหญ่ในระยะยาว และพัฒนาเป็นต้นแบบการจัดการภัยพิบัติสำหรับพื้นที่อื่นของประเทศไทย”

ด้านรองศาสตราจารย์ ดร.ธนิต เฉลิมยานนท์ รองอธิการบดีฝ่ายวางแผนและการเงิน มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ กล่าวว่า มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์รู้สึกเป็นเกียรติที่ได้ต้อนรับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม  พร้อมของคุณรัฐบาลที่เล็งเห็นถึงความสำคัญ และความเดือดร้อนของประชาชน โดยเฉพาะปีที่ผ่านมาเราต้องประสบกับภัยพิบัติอย่างหนักหนาสาหัส ซึ่งจากการถอดบทเรียนเราพบว่าที่ผ่านมาการเตือนภัย และการจัดการภัยพิบัติยังไม่มีประสิทธิภาพเท่าที่ควร ดังนั้นทางมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ในฐานะที่มีบุคลากรและนักวิชาการ ที่มีองค์ความรู้และความเชี่ยวชาญหลากหลายสาขา จึงพร้อมนำศักยภาพของมหาวิทยาลัยมาช่วยแก้ปัญหา ผ่านโครงการ Hat Yai Model Plus” โดยนำบทเรียนจากสถานการณ์จริงและการถอดบทเรียนร่วมกับสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) และภาคส่วนต่าง ๆ มาเป็นฐานในการพัฒนา โดยเฉพาะการเตรียมพร้อมการรับมือ และการเผชิญเหตุ

หนึ่งในประเด็นสำคัญคือ ระบบเตือนภัย ต้องสามารถแจ้งเตือนได้รวดเร็วและแม่นยำ เพื่อให้ประชาชนมีเวลาเตรียมตัว ขนย้ายทรัพย์สิน และอพยพออกจากพื้นที่เสี่ยงได้ทันเวลา ควบคู่ไปกับการพัฒนาศูนย์บัญชาการเหตุการณ์ หรือ EOC (Emergency Operation Center) โดยนำเทคโนโลยีสารสนเทศเข้ามาสนับสนุนระบบหลังบ้าน ให้การประสานงาน การจัดสรรทรัพยากร และการช่วยเหลือประชาชนในภาวะวิกฤตมีประสิทธิภาพมากขึ้น

Hat Yai Model Plus ยังให้ความสำคัญกับการสร้างขีดความสามารถของประชาชน ทั้งด้านความรู้ในการเตรียมพร้อมการรับมือ และการอพยพ เนื่องจากหาดใหญ่ไม่ได้เผชิญน้ำท่วมขนาดใหญ่มาเป็นเวลานาน ทำให้ประชาชนบางส่วน โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ อาจขาดประสบการณ์ในการรับมือกับภัยพิบัติขนาดใหญ่

บทเรียนสำคัญอีกด้านมาจากการบริหารศูนย์พักพิงของ ม.อ.   ซึ่งเดิมเตรียมพื้นที่ศูนย์กีฬาไว้รองรับประชาชนประมาณ 500 คน แต่เมื่อสถานการณ์รุนแรงกว่าที่คาด มีประชาชนอพยพเข้ามาพักพิงประมาณ 15,000 คน แม้มหาวิทยาลัยจะสามารถบริหารจัดการและให้ความช่วยเหลือประชาชนได้ แต่เหตุการณ์ดังกล่าวกลับนำไปสู่แนวคิดพัฒนาศูนย์พักพิงอัจฉริยะ (Smart Shelter)  ที่ต้องการยกระดับระบบบริหารจัดการศูนย์พักพิงขนาดใหญ่ให้มีความพร้อมและมีประสิทธิภาพมากกว่าเดิม   

อีกหัวใจสำคัญของ Hat Yai Model Plus คือการนำ ปัญญาประดิษฐ์ (AI) และระบบข้อมูลดิจิทัล เข้ามาช่วยบริหารจัดการภัยพิบัติ โดย ม.อ. เตรียมพัฒนาระบบ IT   เช่น ประชาชนรายใดแจ้งขอความช่วยเหลือ ใครได้รับความช่วยเหลือแล้ว จุดใดยังรอการช่วยเหลือ รวมถึงทรัพยากรที่มีอยู่ถูกนำไปใช้ที่ใด และยังเหลือทรัพยากรส่วนใดพร้อมใช้งาน  ข้อมูลทั้งหมดจะถูกนำเสนอผ่าน Dashboard เพื่อให้ผู้บัญชาการเหตุการณ์ ผู้ว่าราชการจังหวัด หรือผู้บริหารระดับประเทศ สามารถมองเห็นภาพรวมของสถานการณ์และใช้ข้อมูลประกอบการตัดสินใจได้อย่างรวดเร็ว ช่วยให้การจัดสรรและเคลื่อนย้ายทรัพยากรไปช่วยเหลือประชาชนได้ตรงจุดและมีประสิทธิภาพมากขึ้น

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *