ภาพถ่ายโนราในอดีต คือหลักฐานทางวัฒนธรรมที่บันทึกความงดงามของท่วงท่ารำ เครื่องแต่งกาย และอัตลักษณ์ของศิลปะการแสดง แม้ภาพเหล่านั้นจะหยุดนิ่งอยู่ในช่วงเวลาหนึ่ง แต่ยังคงเก็บรักษาองค์ความรู้และภูมิปัญญาที่สืบทอดจากครูโนราหลายยุคหลายสมัยไว้เป็นอย่างดี


วันนี้ภาพถ่ายเหล่านั้นกำลังกลับมามีชีวิตอีกครั้ง ด้วยเทคโนโลยี AI ที่เปลี่ยนท่านิ่งในหนังสือที่มีอายุมากว่า ๑๐๐ ปี ให้กลับมาเคลื่อนไหวได้อีกครั้ง ภายใต้โครงการ “Re-mapping Nora: การถอดรหัสพันธุกรรมท่ารำที่มีมามากกว่า ๑๐๐ ปี ด้วยนวัตกรรม AI เพื่อสร้างสรรค์แผนที่ใหม่แห่งศิลปะโนราไทยและอาเซียน” โดยสำนักนวัตกรรมดิจิทัลและระบบอัจฉริยะ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากสำนักงานศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย กระทรวงวัฒนธรรม จากแนวคิดและความสำเร็จดังกล่าว นำมาสู่การจัดนิทรรศการนวัตศิลป์ดิจิทัล “Breath of Nora” สืบสานภาพโนรา ๑๐๐ ปี ด้วย AI NORA ถ่ายทอดเรื่องราวของโนราผ่านการผสานระหว่างมรดกทางวัฒนธรรมกับนวัตกรรมดิจิทัล เปิดมุมมองใหม่ให้ผู้ชมได้สัมผัสเสน่ห์ของโนราในรูปแบบที่แตกต่างจากเดิม
โดยวันนี้ (๒๕ สิงหาคม ๒๕๖๙) สำนักนวัตกรรมดิจิทัลและระบบอัจฉริยะ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ได้จัดพิธีเปิดนิทรรศการอย่างเป็นทางการ ซึ่งได้รับเกียรติจาก นางศศิเพ็ญ ละม้ายพันธุ์ วัฒนธรรมจังหวัดสงขลา , ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ธรรมนิตย์ นิคมรัตน์ หรือครูธรรม ศิลปินแห่งชาติ สาขาศิลปะการแสดง (โนรา) และรองศาสตราจารย์ ดร.สินชัย กมลภิวงศ์ ผู้อำนวยการสำนักนวัตกรรมดิจิทัลและระบบอัจฉริยะ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ร่วมในพิธีเปิด
นางศศิเพ็ญ ละม้ายพันธุ์ วัฒนธรรมจังหวัดสงขลา ระบุว่า รู้สึกยินดีที่ทางมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ได้จัดทำโครงการดังกล่าวขึ้น เพราะโจทย์ของเราตอนนี้คือทำอย่างไรให้ศิลปะการแสดงเข้าถึงเยาวชน เพราะทุกวันนี้เด็กและเยาวชนอยู่กับ AI เป็นส่วนใหญ่ในชีวิตประจำวัน และยังมองว่า เทคโนโลยี AI จะเป็นอีกช่องทางที่ช่วยให้เยาวชนทำความรู้จัก “โนรา” ได้ง่ายขึ้น ก่อนที่จะก้าวไปสู่การเรียนรู้กับครูโนราโดยตรง และยังสามารถต่อยอดไปสู่การท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม ให้ผู้คนจากทั่วโลกเข้ามาเรียนรู้ “โนรา” ได้อย่างถูกต้องอีกด้วย

รองศาสตราจารย์ ดร.สินชัย กมลภิวงศ์ ผู้อำนวยการสำนักนวัตกรรมดิจิทัลและระบบอัจฉริยะ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ระบุว่า โครงการดังกล่าวเริ่มจากการรวบรวมภาพถ่ายโนราตั้งแต่ปี ๒๔๖๖ ซึ่งมีอายุกว่า ๑๐๓ ปี ซึ่งเป็นภาพขาวดำที่มีความเลือนลาง จากนั้นได้นำภาพมาฟื้นฟู เปลี่ยนภาพถ่ายในอดีตให้กลายเป็นสื่อวิดีทัศน์ที่มีชีวิตผ่านเทคโนโลยี AI ซึ่งช่วยให้เยาวชนและคนรุ่นใหม่เข้าถึงความงดงามของ “โนรา” ได้ง่ายขึ้น พร้อมต่อยอดเป็นสื่อการเรียนรู้ที่เชื่อมโยงภูมิปัญญาไทยกับเทคโนโลยีร่วมสมัย ซึ่งผลลัพท์จาก ๑๒ ภาพนิ่งในตำรา นำมาสู่ ๒๒ วิดีโอ ที่กลายเป็นท่วงท่ารำที่เคลื่อนไหวได้เสมือนจริง

ด้าน ผศ.ดร.ชิดชนก โชคสุชาติ รองผู้อำนวยการสำนักนวัตกรรมดิจิทัลและระบบอัจฉริยะ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ได้ขยายความถึงกระบวนการในการนำเทคโนโลยี AI มาประยุกต์ใช้ในการถอดรหัสท่ารำ “โนรา” ว่า ขั้นตอนแรก ต้องสแกนภาพจากหนังสือ ภาพท่ารำในตำราฟ้อนรำ ฉบับหอพระสมุดวชิรญาณสำหรับพระนคร พ.ศ. ๒๔๖๖ และภาพภาพวาดเก่าของ บรมครูโนรา “ขุนอุปถัมภ์นรากร” หรือ หมื่นระบำบันเทิงชาตรี ซึ่งเป็นภาพขาวดำที่มีความเลือนลาง
จากนั้นขั้นที่สอง คือ ฟื้นฟูภาพ ฟื้นฟูรายละเอียดเครื่องแต่งกาย เครื่องประดับ และท่ามือ กลับมาทีละท่า จนได้ภาพท่ารำที่คมชัดพอจะใช้งานต่อได้

ขั้นตอนที่สาม คือ สร้างการเคลื่อนไหว โดยนำภาพท่ารำมาเรียงต่อกัน แล้วให้ปัญญาประดิษฐ์สร้างช่วงเชื่อมระหว่างท่า ภาพนิ่งจึงกลายเป็นการรำที่เคลื่อนไหวต่อเนื่อง โดยร่วมมือกับผู้เชี่ยวชาญระดับประเทศ คือ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ธรรมนิตย์ นิคมรัตน์ หรือครูธรรม ศิลปินแห่งชาติ สาขาศิลปะการแสดง (โนรา) ที่จะช่วยแนะแนวทางว่าภาพที่ AIรังสรรค์มา ได้ท่วงท่า ได้จิตวิญญาณ และท่ารำเป็นไปตามโนราแม่บทหรือไม่ จนมารวมกันกลายเป็น นวัตศิลป์ดิจิทัล
อย่างไรก็ตาม สิ่งสำคัญของขั้นตอนนี้คือการทำให้ AI เข้าใจท่ารำ “โนรา”อย่างถูกต้อง เนื่องจาก AI ทั่วไปไม่ได้มีองค์ความรู้เฉพาะเกี่ยวกับโนรา ทีมงานจึงต้องนำภาพจากหนังสือโนราของครูธรรมนิตย์ รวมถึงภาพโบราณจากหอสมุดแห่งชาติ มาให้อัลกอริทึมเรียนรู้ท่ารำแม่บท ซึ่งในช่วงแรก AI ยังสร้างท่ารำได้ไม่ถูกต้อง จึงต้องอาศัยความรู้จาก ครูธรรม มาช่วยถ่ายทอดท่ารำและตรวจสอบว่าการเคลื่อนไหวที่ AI สร้างขึ้น สอดคล้องกับท่ารำโนราแม่บทหรือไม่โดยเฉพาะรายละเอียดสำคัญ เช่น ท่าจีบ การหมุนข้อมือ การซอยเท้า รวมถึงองศาของนิ้ว แขน ขา และการย่อตัว ซึ่งทีมงานต้องถอดออกมาเป็นพิกัดและข้อมูลการเคลื่อนไหวอย่างชัดเจน หรือที่เรียกว่า “รหัสพันธุกรรมของท่ารำ”
ขั้นตอนที่สี่ การถอดรหัสท่ารำสู่ตำแหน่งในคอมพิวเตอร์ โดยให้ระบบอ่านตำแหน่งข้อต่อของผู้รำจากวิดีโอทีละเฟรม และสร้างโครงร่างการเคลื่อนไหว ทำให้ท่ารำสามารถถูกวัด วิเคราะห์ และสร้างซ้ำได้
และขั้นตอนสุดท้าย คือ ถ่ายทอดสู่ผู้รำ คือการคืนท่ารำให้คน ให้ นักศึกษาและนักเรียนรำตามวิดีโอและภาพที่ได้ เพื่อยืนยันว่าท่ารำเหล่านี้ สามารถร่ายรำได้จริงด้วยร่างกายมนุษย์ ซึ่งหลังจากดำเนินการเสร็จ เราได้นำวิดีโอชุดแรกไปให้นักเรียนโรงเรียนชะอวดเคร่งธรรมวิทยาทดลอง โดยแบ่งระดับผู้เรียนตั้งแต่ผู้รำเบื้องต้น ผู้เรียน ไปจนถึงผู้เชี่ยวชาญ เพื่อให้สามารถฝึกท่ารำผ่านวิดีโอได้เหมาะสมกับระดับของแต่ละคน และผู้เรียนยังสามารถบันทึกท่ารำของตัวเอง แล้วนำมาเปรียบเทียบกับท่าต้นแบบ เพื่อปรับปรุงการรำให้ถูกต้องได้อีกด้วย นอกจากนี้ ยังมีแนวคิดต่อยอดในอนาคต เช่น การนำข้อมูลท่ารำไปพัฒนาระบบให้หุ่นยนต์สามารถร่ายรำโนราได้อีกด้วย
ผศ.ดร.ชิดชนก กล่าวต่อว่า โครงการดังกล่าวเตรียมการมานานกว่าครึ่งปี ซึ่งทำให้เราเห็นว่า แม้ว่า “โนรา”จะเป็นศาสตร์สำคัญของวัฒนธรรมไทย และได้รับการยกย่องให้เป็นมรดกวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ขององค์การยูเนสโก แต่ในระบบ AI สากล ยังมีองค์ความรู้เกี่ยวกับ “โนรา” ไทยและวัฒนธรรมอาเซียนอยู่น้อยมาก จากนี้จึงมีแนวคิดในการพัฒนา AI เพื่อช่วยสื่อสารและเผยแพร่องค์ความรู้ด้านโนราอย่างถูกต้องอย่างต่อเนื่อง โดยมีเป้าหมายพัฒนาให้เป็น “คลังสมองของโนราภาคใต้” เพื่อรวบรวมและส่งต่อภูมิปัญญาโนราให้คนรุ่นใหม่สามารถเรียนรู้ได้ในโลกดิจิทัล

ขณะที่ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ธรรมนิตย์ นิคมรัตน์ หรือ “ครูธรรม” ศิลปินแห่งชาติ สาขาศิลปะการแสดง หรือโนรา ระบุว่า รู้สึกดีใจที่มีแนวคิดนำเทคโนโลยีมาพัฒนาโนราให้ทันสมัยและสอดคล้องกับยุคปัจจุบัน เพื่อเปิดโอกาสให้เยาวชนและคนรุ่นใหม่เข้าถึงศาสตร์โนราได้ง่ายขึ้น พร้อมมองว่า หลังจากนี้เป็นหน้าที่ของเยาวชนที่จะนำองค์ความรู้ไปต่อยอดและสร้างสรรค์ในรูปแบบใหม่ ที่ผ่านมา ยอมรับว่าเป็นห่วง เพราะองค์ความรู้โนราจำนวนมากยังคงอยู่แต่ในตำราและอาจเข้าถึงคนรุ่นใหม่ได้ยาก แต่โครงการนี้สามารถเปลี่ยนภาพถ่ายในอดีตให้กลายเป็นสื่อวิดีทัศน์ที่มีชีวิต ทำให้โนรามีความน่าสนใจมากขึ้น และสามารถพัฒนาเป็นสื่อการเรียนรู้ที่เชื่อมโยงภูมิปัญญาไทยเข้ากับเทคโนโลยีร่วมสมัยได้
ครูธรรม ยังมองว่า การจัดเก็บองค์ความรู้ที่ถูกต้องในรูปแบบดิจิทัล จะเป็นต้นแบบสำคัญในการอนุรักษ์และสืบทอดโนรา ทำให้ศาสตร์การแสดงพื้นบ้านที่มีรากฐานจากภูมิปัญญาชาวบ้าน สามารถก้าวเข้าสู่โลกดิจิทัล และเปิดโอกาสให้คนทุกชนชั้น รวมถึงผู้คนจากทั่วโลก สามารถเข้ามาเรียนรู้ได้ ทั้งนี้ เป้าหมายสำคัญไม่ใช่เพียงการรักษา “โนรา”ให้คงอยู่ แต่คือการทำให้ “โนรา” มีคุณค่า เข้าถึงคนรุ่นใหม่ และต่อยอดจนกลายเป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่สามารถส่งต่อจากรุ่นสู่รุ่น และเป็นส่วนหนึ่งของมรดกของมนุษยชาติในอนาคต






จากภาพถ่ายที่เคยเป็นเพียงความทรงจำในอดีต…วันนี้ AI ได้ช่วยปลุกชีวิตให้ท่วงท่าของโนรากลับมาเคลื่อนไหวอีกครั้ง เป็นตัวอย่างของการนำเทคโนโลยีมาเสริมพลังภูมิปัญญาไทย และส่งต่อมรดกทางวัฒนธรรมจากรุ่นสู่รุ่นอย่างยั่งยืน
สำหรับผู้สนใจสามารถเข้าชมนิทรรศการได้ที่ สำนักนวัตกรรมดิจิทัลและระบบอัจฉริยะ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตหาดใหญ่ ระหว่างวันนี้ ถึง ๓๐ กันยายน ๒๕๖๙ หรือเข้าชมได้ผ่านเว็บไซต์ https://ainora.psu.ac.th/exhibition/















