สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรรายงานว่าปี 2562 ไทยส่งออกเมล็ดดิบกาแฟ 383.33 ตัน มูลค่า 84.33 ล้านบาท เมล็ดกาแฟคั่ว 145.48 ตัน มูลค่า 40.17 ล้านบาท และกาแฟสำเร็จรูป 2,666.70 ตัน มูลค่า 574.40 ล้านบาท ข้อมูลปี 2562/63 ประเทศไทยมีเนื้อที่ปลูกกาแฟ 214,294 ไร่ ผลผลิต 18,598 ตัน แยกเป็นพันธุ์อะราบิกา 87,159 ไร่ ให้ผลผลิต 8,553 ตัน พันธุ์โรบัสต้า 127,135 ไร่ ให้ผลผลิต 10,045 ตัน ปลูกภาคใต้มากที่สุด 58.47 % ภาคเหนือ 39.82 % ภาคอิสาน 0.86% และภาคกลาง 0.85%
ผศ.ดร.ระวี เจียรวิภา อาจารย์ประจำคณะทรัพยากรธรรมชาติ ม.สงขลานครินทร์ ให้ข้อมูลว่าภาคใต้เหมาะกับการปลูกกาแฟโรบัสต้า และไฟน์โรบัสต้า(กาแฟพิเศษคุณภาพสูง)คือโอกาสของเกษตรกร ทั้งแบบปลูกกาแฟอย่างเดียวหรือปลูกกาแฟร่วมยาง อาจารย์ระวีแนะนำว่าถ้าต้องการปลูกกาแฟร่วมยางต้องคำนึงถึง 2 ปัจจัยสำคัญ คือแสงกับระบบราก การปลูกยางแบบเดิมระยะปลูก 7 คูณ 3 เมตร แต่การปลูกกาแฟร่วมยางการจัดการจะซับซ้อน ปัจจุบันการยางแห่งประเทศไทยอนุญาตให้ปลูกพืชอื่นร่วมยาง แต่ต้องมียางอย่างน้อย 40 ต้นต่อไร่ สามารถขยายแถวเป็น 14 คูณ 3 เมตร ตรงกลางว่าง 14 เมตร ปลูกกาแฟได้ 3 แถว

จากการเก็บข้อมูลการปลูกกาแฟร่วมยาง อ.ระวีพบว่า ในช่วงยางอายุประมาณ 2-3 ปีก่อนเปิดกรีด กาแฟเติบโตได้เหมือนปกติเหมือนกาแฟในสภาพอื่น ผลผลิตค่อนข้างสูง แต่ถ้าปลูกตอนเริ่มเปิดกรีด ช่วงยางอายุ 7-8 ปี กาแฟจะชะงักการเติบโต เพราะแสงค่อนข้างทึบ หรือถ้าปลูกในช่วงกรีดยางหน้า 2 หน้า 3 หรือยางอายุ 15 หรือ 20 ปี กาแฟสามารถปรับตัวเจริญเติบโตได้เช่นเดียวกัน แต่โตช้า ต้องใส่ปุ๋ยมากขึ้น
กาแฟชอบแสงประมาณ 70-80 % ทำให้จัดการเรื่องแสงค่อนข้ารงยากเมื่อปลูกร่วมยางพารา ทั้งการเจอปัญหาแสงไม่พอและระบบรากยางที่ค่อนข้างหนาแน่น เกษตรกรต้องใส่ปุ๋ยกาแฟ 3-4 ครั้งต่อปี ต้องพรวนดินรอบโคนต้นเพื่อช่วยตัดรากยาง รากฝอยบ้าง บ่อยครั้งที่พบปัญหากาแฟขาดธาตุอาหารรองค่อนข้างมาก เช่น โบรอน เหล็ก แมงกานีส แม็กนีเซียม ส่วนรากแก้วของยางจะหนาแน่นประมาณ 20 เซ็นติเมตรจากผิวดิน รากกาแฟก็มีสภาพเดียวกัน แต่มีขนาดเล็กกว่า จึงควรปลูกกาแฟร่วมยางตั้งแต่ยางอายุยังน้อย เพื่อได้แสงเพียงพอ โตเร็วระบบรากไม่แข่งขันกับยาง
อ.ระวีแนะนำ ว่าการจัดการกาแฟร่วมยางหรือสวนกาแฟควรจัดการแบบประณีต เพราะกาแฟเป็นที่ต้องการของผู้บริโภคที่ต้องการกลิ่นรสเฉพาะและหลากหลาย เป็นสินค้าระบบโลกที่มีเงื่อนไขสากล เกษตรกรหลายคนถอดใจหลังมาอบรมคือรู้สึกว่ายาก จัดการยาก แต่ถ้าแลกกับความสำเร็จผลิตกาแฟมีคุณภาพแลกมาด้วยราคาและรายได้ที่น่าพอใจ
นอกจากนั้นอาจารย์ระวีมีความเห็นว่ากาแฟเหมาะกับคนที่มีพื้นที่ขนาดไม่มาก ควรตั้งเป้าหมายผลิตไฟน์โรบัสต้าคือกาแฟพิเศษพรีเมี่ยมคุณภาพสูง ดูแลอย่างดี ไม่ว่าจะการปลูก เก็บเกี่ยว แปรรูปหรือคั่ว ข้อดีคือแม้มีพื้นที่น้อยแต่ถ้าผลิตไฟน์โรบัสต้าหรือใกล้เคียงพรีเมี่ยม ได้กลิ่นรสเฉพาะ คุณภาพจะเป็นต้องการของนักดื่ม นักชิม
การจำแนกหรือประเมินกาแฟพรีเมี่ยม จะพิจารณาขนาดเมล็ด ทดสอบกลิ่น รส ว่ามีกลิ่นแปลกปลอมหรือไม่ เช่น การตากบนลานดินมีไก่คุ้ยเขี่ย ขี้ไก่ ก็จะมีกลิ่นติดเมล็ดกาแฟไปด้วย ขั้นตอนทุกอย่างต้องมีคุณภาพ ตากแล้วการเก็บเมล็ดไม่ถูกต้อง อับชื้นก็จะมีกลิ่นชื้น ราคาตก ไม่เป็นที่ต้องการ ถ้ากระบวนการผลิตมีคุณภาพ มีกลิ่นเฉพาะ กลิ่นสมุนไพร เป็นที่ต้องการของตลาด ราคาจะเพิ่ม กาแฟเหมาะกับคนรุ่นใหม่ที่มีความตั้งใจผลิตกาแฟคุณภาพ หากขายผลสดระยะเชอรี่ ราคารับซื้อแค่กิโลละ 20 บาท ถ้าเป็นสารกาแฟ กิโลละ 70 -90 บาท แต่ถ้าเกรดผลใหญ่อาจขายได้ถึง 150-200 บาทเลยทีเดียว อ.ระวีให้ความเห็นว่าจุดอ่อนของการจัดการกาแฟของภาคใต้คือเกษตรกรยังมองกาแฟว่าเป็นพืชร่วม พืชแซม ขาดการดูแลอย่างเต็มที่ กาแฟโรบัสต้าเป็นกาแฟคุณภาพตัวหนึ่ง แต่ยังมีความเชื่อว่าคุณภาพโรบัสต้าไม่เท่าเทียมอาราบิก้าเพราะกระบวนการปลูก ดูแล และแปรรูปยังไม่ได้คุณภาพมากนัก

อ.ระวีให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า “คณะทรัพยากรธรรมชาติ ม.สงขลานครินทร์ได้รับงบประมาณจากสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ จัดอบรมพัฒนาทักษะเกษตรกร โดยไม่จำเป็นว่าเกษตรกรจะมีปลูกกาแฟหรือไม่ ให้ผู้เข้าอบรมมารับการถ่ายทอดความรู้ เตรียมตัว ก่อนเอาทักษะไปต่อยอดเมื่อปลูกกาแฟ ตัวอย่างเช่น อ.เขาชัยสน พัทลุง อยากทำเรื่องกาแฟเชื่อมโยงกับการท่องเที่ยวเพราะภาคการท่องเที่ยวของพัทลุงกำลังขยายตัว โดยใช้น้ำแร่หมักกาแฟเพื่อให้มีกลิ่นรสเฉพาะตัว มีองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นประสานงานและคอยเป็นพี่เลี้ยง ซึ่งหากเกษตรกรหรือกลุ่มเกษตรกรหรือท้องถิ่นไหนสนใจการปลูกกาแฟหรือปลูกกาแฟร่วมยางพาราติดต่อได้ที่คณะทรัพยากรธรรมชาติ ม.สงขลานครินทร์”














Tabinda Rohee
October 10, 2025Hello ,
I hope this message finds you well. This is research Assistant Tabinda Rohee 罗希 from Noni Standard Tech (Hainan) Company Limited that is situated at Hainan Province, China. Our company scientifically controlled fermentation method by clarifying mechanism of action and main components of Noni (Morinda citrifolia) on Human body and focused on bioactive compounds for making food and medicines from tropical and subtropical agricultural plant including Noni(Morinda citrifolia). we recognize this University as a global research concerning this culturally and medicinally significant fruit.
We are reaching out from China with deep respect for the Noni genetic research and the profound knowledge it holds. We believe that the most meaningful and effective standards are built on a foundation of both robust science and deep cultural understanding. With this in mind, we are seeking a potential research partnership to collaboratively develop standards for Noni products and commercialize innovative Noni (Morinda citrifolia) standardization technologies. We can get Opportunities for joint publications, student involvement, and IP generation. We envision this collaboration could scientific analysis and quantification of key bioactive compounds in Noni.
Would you be open to a brief virtual meeting to discuss if our goals are aligned and how we might move forward in a pono (righteous) way?
Thank you for your time and consideration. We greatly admire the work you do and hope for the opportunity to learn from and collaborate with you.
Towards Regards
Research Assistant
Tabinda Rohee 罗希
Hainan Normal University
Hainan Province, China