รวมจุดยืนต่อประชามติจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ จากผู้สมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสงขลา เขต 2 และ เขต 3 | เลือกตั้ง2569

วันที่ 24 มกราคม 2569 ที่ผ่านมา คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ร่วมกับ สถานีวิทยุ ม.อ.หาดใหญ่, สำนักข่าว The Reporters และ หอการค้าจังหวัดสงขลา จัดเวที “เลือกตั้ง’69 สงขลาเขต 2 และ 3 – อนาคตโหม๋เรา อิเอาพรื่อ” ดำเนินรายการโดย คุณฐปณีย์ เอียดศรีไชย

ในช่วงหนึ่ง มีการสอบถามจุดยืนของผู้สมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสงขลา เขต 2 และ เขต 3 ต่อการประชามติจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่

การออกเสียงประชามติในประเด็นคำถาม “ท่านเห็นชอบว่าสมควรมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่” จะมีขึ้นพร้อมกับการเลือกตั้งทั่วไป วันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569

จุดยืนบนเวทีดีเบตของผู้สมัคร สส. เขต 2 และ เขต 3 มีรายละเอียดดังนี้

เขต 2 จังหวัดสงขลา

พรรคเพื่อไทย – นายอรรถชาญ เชาวน์วานิชย์

นายอรรถชาญกล่าวว่าพรรคเพื่อไทยมีจุดยืน “เห็นชอบ” ต่อประชามติจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่

โดยภาพรวม นายอรรถชาญกล่าวว่ารัฐธรรมนูญของประเทศไทยมีใช้งานมาแล้วหลายฉบับ ตนชี้ว่ารัฐธรรมนูญควรอยู่มีการใช้ต่อเนื่องยาวนานและอยู่เป็นที่ศรัทธาของประชาชน พร้อมยกว่า ”ประเทศอื่นไม่มีการฉีกรัฐธรรมนูญ”

“รัฐธรรมนูญควรจะเป็นเหมือนกับคัมภีร์ทางศาสนาที่มีการใช้กันมาอย่างยาวนาน เพราะมีความศรัทธาและอยู่คู่กับประชาชน หากมีการแก้ไขควรจะอยู่กับคนไทยทั้งหมด ส่วนที่รักษาก็รักษา ส่วนที่แก้ไขไม่ได้ก็ไม่ต้องแก้ไข” ผู้สมัครพรรคเพื่อไทย สงขลาเขต 2 กล่าว

นายอรรถชาญกล่าวย้ำว่าการออกเสียงประชามติว่าไม่เห็นชอบหรือเห็นชอบนั้น ความเห็นของพรรคเพื่อไทยคือ “เห็นชอบ” และมองว่ารัฐธรรมนูญควรจะมีการแก้ไขและปรับปรุงได้ตามบริบทและสภาพเหตุการณ์เช่น ทุกๆ 10 ปีหรือ 20 ปี

พรรคไทยภักดี – นายธนพล มะโน

นายธนพลกล่าวว่าจากประสบการณ์ของตนใช้ชีวิตมากว่า 50 ปี มองว่า “รัฐธรรมนูญไม่เคยทำร้ายประชาชน แต่สิ่งที่ทำร้ายประชาชนคือ สส. ที่เข้าไปในสภาและไม่ทำตามสิ่งที่หาเสียงไว้”

ตนกล่าวว่าประชามติจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่ในครั้งนี้ ไม่มีการประชาสัมพันธ์ว่าจะแก้ไขมาตราไหน ขาดการประชาสัมพันธ์ และกล่าวว่าผู้สูงอายุกาบัตรเลือกตั้งและออกเสียง 3 ใบนั้นอาจจะมีความผิดพลาดเกิดขึ้นในกระบวนการลงคะแนน

ตนตั้งคำถามถึงผลประโยชน์ของประชาชนจากการแก้ไขรัฐธรรมนูญนั้น และกล่าวว่าจุดยืนของตนและพรรคคือไม่เห็นด้วยกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญ พร้อมตั้งคำถามถึงงบประมาณที่มาจากภาษีประชาชน และตนมองว่าควรนำงบประมาณส่วนนี้ไปใช้ในการทำนโยบายอย่างอื่นเพื่อช่วยเหลือประชาชนดีกว่าการนำมาใช้กับการจัดการออกเสียงประชามติในครั้งนี้

โดยสรุป นายธนพลมองว่าตอนนี้ไม่มีความจำเป็นต้องแก้ไขรัฐธรรมนูญ แต่ควรดำเนินการปราบโกง และปราบคอร์รัปชัน

พรรครวมไทยสร้างชาติ – นายประกอบ อ่ำปลอด

นายประกอบกล่าวว่าจุดยืนของตนเองและพรรครวมไทยสร้างชาติไม่เห็นด้วยกับการแก้ไขทั้งฉบับ แต่ควรแก้ไขรายมาตรา รวมถึงการแก้ไขการพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญเป็นรายประเด็น

นายประกอบกล่าวว่ารัฐธรรมนูญปี 2560 มีเจตนารมย์ในการร่างเพื่อป้องกันการทุจริต คอร์รัปชัน, ป้องกันความขัดแย้งทางการเมือง เพื่อให้เกิดการพัฒนาเศรษฐกิจ

แต่ด้านข้อบกพร่องนั้น เช่น การให้อำนาจองค์กรอิสระมากจนเกินไป นายประกอบมองว่าด้านนี้เกี่ยวข้องกับผู้ใช้อำนาจภายในองค์กรนั้นเป็นหลัก

พรรคเศรษฐกิจ – พล.ต.ท. พัฒนวุธ องคะนาวิน

พล.ต.ท. พัฒนวุธกล่าวว่าจุดยืนของพรรคเศรษฐกิจไม่เห็นชอบกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้งฉบับ

ในส่วนของ หมวด 1 (หมวดทั่วไป) และ หมวด 2 (หมวดพระมหากษัตริย์) ของรัฐธรรมนูญฉบับปี 2560 นั้นกล่าวว่าพรรคเศรษฐกิจไม่มีนโยบายการแก้ไข 2 หมวดดังกล่าว แต่ในส่วนหมวด 3-16 และหมวดเฉพาะกาล กล่าวว่าบางมาตราควรแก้ไข บางมาตราไม่ควรแก้ไข

พรรคประชาธิปัตย์ – นายจูรี นุ่มแก้ว

นายจูรีกล่าวว่ามีข้อถกเถียงกันหลากหลายว่าจะแก้ไขหรือไม่แก้ไข คำถามประชามติคือถามว่าควรมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่ มองว่าประชาชนบางกลุ่มอาจมีความกังวลว่าการทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่จะมีขอบเขตด้านใดบ้าง

ตนยกตัวอย่างว่าการทำประชามติครั้งนี้เหมือนขอกุญแจจากประชาชนซึ่งเป็นเจ้าของบ้าน แต่เมื่อเปิดเข้าไปในบ้านแล้ว จะแตะต้องสิ่งของอะไรในบ้านบ้าง

ความเห็นส่วนตัวมองว่าควรแก้ไขเป็นบางมาตรา เช่น ที่มาขององค์กรอิสระที่ไม่ยึดโยงกับประชาชน รวมถึง ที่มาของการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา ที่เกี่ยวข้องกับการคัดสรรตุลากรศาลรัฐธรรมนูญ

พรรคประชาชน – นพ.สุภัทร ฮาสุวรรณกิจ

นพ.สุภัทรกล่าวว่าจุดยืนของพรรคประชาชนและจุดยืนส่วนตัว มองว่ารัฐธรรมนูญคือกฎหมายหลักของประเทศ

สิ่งที่อยากเห็นคือประเทศไทยไม่ควรมีการคอร์รัปชัน แต่ปัจจุบัน นพ.สุภัทรกล่าวว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้มีสมาชิกวุฒิสภาซึ่งมีที่มาไม่โปร่งใสมาเป็นผู้เลือกองค์กรอิสระ เช่น ศาลรัฐธรรมนูญ คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ปปช.) สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ถือเป็น 4 องค์กรหลักที่ดูแลเรื่องการคอร์รัปชัน จึงมีความจำเป็นต้องแก้ไขรัฐธรรมนูญให้สอดคล้องกับความตั้งใจแก้ไขปัญหา

อีกประเด็นหนึ่งซึ่งมีการพูดถึงนั่นคือ รัฐธรรมนูญหมวด 1 และ หมวด 2 นั้น นพ.สุภัทรกล่าวว่ารัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน มาตรา 255 กำหนดว่าไม่สามารถเปลี่ยนแปลงรูปแบบการปกครอง และลักษณะรัฐเดี่ยวของประเทศไทยไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้

จุดยืนของพรรคประชาชนคือ เห็นชอบกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้งฉบับเพราะทุกมาตราเกี่ยวข้องและสัมพันธ์กัน และไม่มีการเปลี่ยนแปลงรูปแบบการปกครองรวมถึงการปกครองระบอบประชาธิปไตยที่มีพระมหากษัติรย์เป็นประมุข

พรรคภูมิใจไทย – ศาสตรา ศรีปาน

นายศาสตรากล่าวถึงรายละเอียดของรัฐธรรมนูญฉบับปี 2560 เช่น ในหมวด 1 มาตรา 1 ระบุว่าประเทศไทยมีเป็นราชอาณาจักรอันหนึ่งอันเดียว จะแบ่งแยกมิได้ รวมถึง หมวด 2 มาตรา 6 ถึงสถานะของสถาบันพระมหากษัตริย์

ในช่วงหนึ่งมีการกล่าวพาดพิงถึงพรรคประชาชน ถึงประเด็นที่เคยปรากฎภาพของนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ติดสติกเกอร์เห็นชอบกับการยกเลิกกฎหมายอาญามาตรา 112 ในการหาเสียงเลือกตั้งปี 2566 นั้น นายศาสตรากล่าวว่าด้วยเหตุผลเหล่านี้ตนจึงไม่สามารถเห็นชอบการทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ได้

อย่างไรก็ตาม ตนเห็นว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญทำได้เฉพาะที่เป็นประโยชน์กับประชาชน

เขต 3 จังหวัดสงขลา

พรรคกล้าธรรม – พล.ต.นิพนธ์ รองสวัสดิ์

พล.ต.นิพนธ์กล่าวว่าพรรคกล้าธรรมมีจุดยืนต่อความยึดมั่นในการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข และเคารพในศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์ และการต่อต้านคอร์รัปชัน

พล.ต.นิพนธ์ยอมรับว่ารัฐธรรมนูญปี 2560 ที่ใช้อยู่มีประเด็นที่ต้องแก้ไข และไม่ขัดข้องหากต้องการให้แก้ไขในบางมาตราหรือบางประเด็น

พร้อมกล่าวว่ารัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันมีทั้งมีส่วนดี-ส่วนเสีย ตนมองว่าส่วนดีคือการป้องกันปราบปรามการทุจริตคอร์รัปชันของภาครัฐและนักการเมืองอย่างเข้มข้น และนำเสนอความมั่นคงของชาติ แต่เหตุผลที่ควรมีการแก้ไขคือ ทำอย่างไรให้ประชาชนซึ่งเป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตยได้มีส่วนร่วมทางการเมืองมากที่สุด

พรรคเพื่อไทย – นายจิรันธนิน ตาลทรัพย์คุณ

นายจิรันธนินกล่าวว่า จากประสบการณ์ที่ตนประกอบอาชีพข้าราชการและต้องผ่านการอ่านรัฐธรรมนูญนั้น รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันมีความยากและมีรายละเอียดภายในเยอะ

ตนกล่าวว่าการเลือกตั้งปี 2562 และ 2566 ตามบทเฉพาะกาลมีเสียงของสมาชิกวุฒิสภาร่วมโหวตนายกรัฐมนตรี และมองว่ากระบวนการและกลไกทางรัฐธรรมนูญอาจจะยังทำงานได้ไม่หมด “หากจบอีกรัฐบาลค่อยแก้ก็ยังทัน” แต่เบื้องต้นเห็นว่าต้องมีการแก้ไข

นายจิรันธนินมองว่า แม้จะมีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ แต่จุดสำคัญที่ต้องแก้ไขเพิ่มเติมเช่นกันคือ “จริยธรรมของประชาชน ซึ่งต้องมีภูมิต้านทานต่อการใช้อำนาจของหน่วยงานรัฐ”

พรรคประชาชน – นพ.นวมินทร์ ปิ่นปฐมรัฐ

นพ.นวมินทร์กล่าวว่าจุดยืนของพรรคประชาชนและตนเอง เห็นชอบกับการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่พร้อมกล่าวว่าที่มาของรัฐธรรมนูญปี 2560 นั้นเกิดจากการรัฐประหาร พ.ศ. 2557 และ “ยัดเยียดกระบวนการประชามติให้ประชาชน”

นพ.นวมินทร์กล่าวเพิ่มเติมว่า การออกเสียงในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ เหมือนประตูบานแรกในการทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่เท่านั้น และยังมีรายละเอียดที่ต้องถกเถียงกันอีกมาก

พร้อมแจงว่ากระบวนการจัดทำฉบับใหม่ในครั้งนี้ ต้องผ่านประชามติถึง 3 ครั้ง และหากได้รับการเห็นชอบในการประชามติครั้งแรก (วันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569) รัฐสภาจะประชุมร่วมกันเพื่อพิจารณาหลักเกณฑ์ วิธีการ และสาระสำคัญในการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ และมีประชามติครั้งที่สองเพื่อให้ประชาชนลงความเห็นชอบ สุดท้ายจึงเข้าสู่กระบวนการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่และจะมีการออกเสียงประชามติอีกครั้งเป็นครั้งที่ 3 หากผ่านประชามติทั้งสามครั้ง จึงจะมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่เกิดขึ้น

นพ.นวมินทร์กล่าวว่าในทางกลับกัน หากประชาชนไม่เห็นชอบจะเป็นการเสียโอกาสที่จะแก้ไขที่มาและอำนาจขององค์กรอิสระ

“ประชาชนจะเสียอะไรบ้างหากไม่เห็นชอบ ตึก สตง.ที่ถล่ม ไม่สามารถดึงใครมาลงโทษได้ เครนที่ถล่มก็ไม่สามารถนำใครมาลงโทษได้ การซื้อเสียงเกิดขึ้น ทุกคนเห็นแต่ กกต.ไม่เห็น ตนมองว่านี่ไม่ใช่สิ่งที่สังคมควรจะได้” นพ.นวมินทร์กล่าวพร้อมย้ำจุดยืนเน้นย้ำระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข และอำนาจอธิปไตยเป็นของประชาชน

พรรครวมไทยสร้างชาติ – นายสุภณัฏฐ์ ชุมภูทอง

นายสุภณัฏฐ์กล่าวถึงจุดยืนของพรรครวมไทยสร้างชาติ คือ แก้ไขรัฐธรรมนูญบางส่วน และตนมีความศรัทธาในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข

นายสุภณัฏฐ์กล่าวว่าตนเห็นด้วยกับการแก้ไขบางส่วน เช่น ที่มาของสมาชิกวุฒิสภา ที่มาขององค์กรอิสระ และส่วนอื่นจะขอสงวนสิทธิ์ในหมวด 1 และหมวด 2 ที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคงของรัฐและสถาบันพระมหากษัตริย์

พรรคประชาธิปัตย์ – นายทนายอาร์ม สุวรรณรักษา

นายทนายอารม์ยกตัวอย่างความเชื่อมโยงของรัฐธรรมนูญกับชีวิตความเป็นอยู่จากประสบการณ์ของตนว่า ตนเคยสร้างบ้านและต้องการขยายเขตท่อประปา แต่ทางการประปาส่วนภูมิภาคจะคิดค่าใช้จ่ายการดำเนินการราว 2 แสนบาท

แต่นายทนายอาร์มกล่าวว่า ตนได้ยกรายละเอียดรัฐธรรมนูญมาตรา 56 เรื่องหน้าที่แห่งรัฐ ระบุว่ารัฐต้องจัดให้มีสาธารณูปโภคโดยไม่เพิ่มภาระกับประชาชน ประกอบกับ พ.ร.ป. วิธีพิจารณาศาลรัฐธรรมนูญ ตนได้ยื่นเรื่องต่อผู้ตรวจการแผ่นดิน จึงมีผลให้ขยายเขตแนวท่อประปาโดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย

นายทนายอาร์มกล่าวเพิ่มเติมว่า ตนเชื่อว่าประชาชนเห็นปัญหาของรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน เช่นที่มาการเลือกสมาชิกวุฒิสภา แต่ตนมองว่ากระบวนการแก้ไขรัฐธรรมนูญ “อาจมีเจตนาแฝงที่เกินกว่าส่วนที่เป็นปัญหา” จึงต้องยืนยันว่าสนับสนุนการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เว้น หมวด 1 และ หมวด 2 ในส่วนอำนาจของพระมหากษัตริย์

เรื่องและภาพ: กองบรรณาธิการ

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *