บทเรียนจากมหาอุทกภัยหาดใหญ่ปลายปี 2568 ทำให้เกิดการทบทวน พัฒนาโมเดลรับมือน้ำท่วมหาดใหญ่ครั้งใหญ่ โดยแนวคิดการใช้ AI วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ช่วยจัดการทั้งระบบของการรับมือน้ำท่วมที่อาจเกิดขึ้นอีกในอนาคต
รศ.ดร.ธนิต เฉลิมยานนท์ รองอธิการบดีฝ่ายวางแผนและการเงิน มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์เท้าความถึงน้ำท่วมใหญ่ปี 2553 คือจุดเริ่มต้นของการเกิด “หาดใหญ่โมเดล” โดยมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ทำหน้าที่เป็นโซ่ข้อกลางเชื่อมโยงหน่วยงานวิชาการ ภาคประชาชน และมูลนิธิต่างๆ เพื่อเฝ้าระวังระดับน้ำและสร้างความเข้มแข็งให้ชุมชน แต่ยอมรับว่าจุดอ่อนที่เกิดขึ้นเมื่อเวลาผ่านไปโดยไม่มีน้ำท่วมใหญ่ ความเข้มแข็งในการเฝ้าระวังก็ลดลงตามธรรมชาติ จนกระทั่งเกิดน้ำท่วมใหญ่ปลายปี2568 พบว่าการพยากรณ์และการเตือนภัยยังขาดประสิทธิภาพ รวมถึงระบบการบัญชาการเหตุการณ์และการจัดการศูนย์พักพิงยังมีช่องว่างเป้าหมายยกระดับหาดใหญ่สู่การเป็น “Resilience City”หรือเมืองที่มีความพร้อมรับมือและฟื้นตัวจากภัยพิบัติ เพราะหาดใหญ่เป็นพื้นที่น้ำท่วมถึงตามธรรมชาติ จึงต้องเน้นการบริหารจัดการเพื่อลดความเสียหาย
มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ได้รับงบประมาณสนับสนุนจากสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) เพื่อดำเนิน 4 โครงการวิจัยที่ใช้ระบบวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเข้ามาช่วยจัดการวิกฤต ซึ่งเปรียบเสมือน 4 เสาหลักของ”หาดใหญ่โมเดลพลัส”ได้แก่
โครงการแรกคือการพยากรณ์และเตือนภัยด้วย AI (AI Forecast and One Data) ใช้แบบจำลองน้ำท่วมร่วมกับ AIเพื่อให้คอมพิวเตอร์เรียนรู้จากข้อมูลในอดีตเปลี่ยนจากการดูข้อมูลปริมาณน้ำฝนเป็นจุดๆ มาเป็นการใช้ข้อมูลจากเรดาร์ เพื่อให้เห็นภาพรวมเชิงพื้นที่เพื่อทำ nowcasting (พยากรณ์ล่วงหน้า 1-3 ชั่วโมง) ได้แม่นยำขึ้น
โครงการที่สองคือพัฒนาระบบหลังบ้านเพื่อศูนย์บัญชาการ (หาดใหญ่รอด – Hatyai ROD (Hatyai Real-time On-demand Data))ระบบ IT หลังบ้านที่รวบรวมข้อมูลทรัพยากร (เช่น จำนวนรถ เรือ) ข้อมูลกลุ่มเปราะบาง และระบบลงทะเบียนอาสาสมัครไว้ใน One Data แพลตฟอร์มเดียว แล้วแสดงผลเป็น Dashboardให้ผู้บัญชาการเหตุการณ์ (เช่น ผู้ว่าราชการจังหวัด) เห็นข้อมูลความต้องการความช่วยเหลือและการสั่งการในจุดต่างๆ ได้ทันที
โครงการที่สามศูนย์พักพิงอัจฉริยะ (Smart Shelter) ถอดบทเรียนจากการที่มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ต้องรับผู้อพยพกว่า 15,000 คนจากเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่ปลายปีที่ผ่านมา “หาดใหญ่โมเดลพลัส”พัฒนาศูนย์พักพิงอัจฉริยะด้วยเทคโนโลยีช่วยในการลงทะเบียนผู้อพยพเพื่อให้ญาติสามารถติดตามตัวได้ จัดการระบบอาหาร สิ่งของบริจาค และการดูแลสุขภาพกาย-ใจ รวมถึงการจัดการที่พักสำหรับสัตว์เลี้ยงให้เป็นระบบมากขึ้น และอื่นๆ
เสาหลักสุดท้ายคือโครงการเสริมสร้างความเข้มแข็งชุมชน เน้นชุมชนในพื้นที่น้ำท่วมซ้ำซากประมาณ 40 ชุมชน (7 กลุ่มชุมชน) ทั้งในและรอบนอกเขตเทศบาลนครหาดใหญ่ จัดตั้งกลุ่มจิตอาสาเฝ้าระวังและเผชิญเหตุ และพัฒนาระบบ “บ้านพี่เลี้ยง”ให้มีประสิทธิภาพ ติดตั้งกล้อง CCTVเพิ่มเติมเพื่อเป็นหูเป็นตาให้กับศูนย์บัญชาการจังหวัด
ความคืบหน้า”หาดใหญ่โมเดลพลัส” ดร.ธนิต ขยายความว่าขณะนี้โครงการดำเนินการมาได้ระยะหนึ่งและจะมีการลงนาม MOU ร่วมกับภาคส่วนต่างๆ เพื่อให้เกิดการแชร์ฐานข้อมูลร่วมกัน มีแผนจะซ้อมแผนโดยใช้ระบบเหล่านี้จริงในช่วงเดือนกันยายนเป็นอย่างช้า โดยใช้สถานการณ์น้ำท่วมปี 2568 เป็นโจทย์หลักในการเตรียมความพร้อม ดร.ธนิต ย้ำว่าแม้เทคโนโลยีอาจยังไม่แม่นยำ 100% ในปีนี้ แต่การเริ่มต้นเตรียมการในช่วงที่ผู้คนยังจำบทเรียนปี 2568 ได้ จะทำให้ความเข้มข้นในการทำงานสูงที่สุด


















