ด้วยสภาวะเศรษฐกิจในปัจจุบันที่ยังคงเปราะบาง ประชาชนจำนวนไม่น้อยต้องเผชิญกับภาวะตกงาน รายได้ไม่มั่นคง และปัญหาสภาพคล่องทางการเงิน เมื่อรายจ่ายยังคงดำเนินต่อไป แต่รายได้กลับลดลงหรือหยุดชะงัก ความจำเป็นในการหาเงินประทังชีวิตทำให้หลายคนหันไปพึ่งพา ‘การกู้เงินออนไลน์’ ที่โฆษณาว่าอนุมัติเร็ว เข้าถึงง่าย และไม่ยุ่งยาก อย่างไรก็ตาม ความสะดวกสบายนี้มักแฝงมาพร้อมกับกับดักของมิจฉาชีพและผลกระทบในระยะยาว ทั้งเรื่องดอกเบี้ยที่ไม่เป็นธรรม การทวงหนี้ที่ไม่เป็นธรรม และการข่มขู่คุกคาม ซึ่งเป็นภัยเงียบที่กำลังระบาดหนักในกลุ่มผู้ที่กำลังลำบากอยู่ในขณะนี้
คุณสุรกิจ สิงหะพล เจ้าหน้าที่กฎหมายและคดีฝ่ายคุ้มครองพิทักษ์สิทธิสภาผู้บริโภค ได้ให้ข้อมูลผ่านรายการแลบ้านแลเมือง เมื่อวันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2569 ว่า ปัญหาหนี้เสียหรือติดเครดิตบูโร เป็นปัจจัยที่ทำให้ประชาชนจำนวนมากไม่สามารถกู้เงินจากธนาคารหรือสถาบันการเงินที่ถูกกฎหมายได้ เมื่อเงินขาดมือแต่ชีวิตต้องไปต่อ “เงินกู้นอกระบบออนไลน์” จึงกลายเป็นทางออกที่ดูเหมือนจะง่ายที่สุด ซึ่งปัจจุบันมักแฝงตัวมา ใน 2 รูปแบบหลัก ๆ คือ แอปพลิเคชันเงินด่วนบนมือถือ ที่กดโหลดได้ง่าย แต่แอบเข้าถึงข้อมูลส่วนตัวเราทั้งหมด และ การกู้ผ่านแชท ไม่ว่าจะเป็นทาง LINE หรือ Facebook ที่ทักไปปุ๊บ คุยปั๊บ ได้เงินไว
ก่อนตัดสินใจกู้เงินผ่านช่องทางใดก็ตาม ผู้บริโภคควรตรวจสอบความน่าเชื่อถือของผู้ให้บริการอย่างรอบคอบ โดยสามารถสอบถามข้อมูลได้ที่สายด่วน 1213 ซึ่งเป็นศูนย์คุ้มครองผู้ใช้บริการทางการเงิน หรือศึกษารายชื่อผู้ให้บริการที่ได้รับอนุญาตจากเว็บไซต์ของธนาคารแห่งประเทศไทย การตรวจสอบข้อมูลล่วงหน้าอาจช่วยลดความเสี่ยงจากการตกเป็นเหยื่อของมิจฉาชีพ และป้องกันปัญหาดอกเบี้ยที่ไม่เป็นธรรม หรือการทวงหนี้ที่ผิดกฎหมายในอนาคต
ในกระบวนการกู้เงิน ผู้ให้บริการนอกระบบมักกำหนดให้ผู้กู้ต้องถ่ายรูปคู่กับบัตรประชาชน และถ่ายรูปใบหน้ากับบัตรประชาชนเพื่อยืนยันตัวตน แม้จะดูเหมือนเป็นขั้นตอนปกติ แต่ในความเป็นจริง ข้อมูลเหล่านี้ถือเป็นทรัพยากรสำคัญที่สามารถนำไปใช้ในทางมิชอบได้ เพราะพวกเขาจะได้ทั้งเลขบัตรประชาชน ที่อยู่ และภาพถ่ายใบหน้าชัดเจน ซึ่งข้อมูลเหล่านี้เสี่ยงต่อการถูกนำไปขายต่อหรือใช้ในทางทุจริตอื่น ๆ สิ่งที่น่ากลัวที่สุดคือการใช้วิธีการกดดันทางจิตใจคือ “ลดทอนความน่าเชื่อถือ” ของผู้กู้ มิจฉาชีพมักใช้วิธีโทรระรานคนรอบข้าง หรือที่ทำงานของผู้กู้เพื่อกดดัน นอกจากนี้ยังมีการ “โพสต์ประจานผ่านสื่อสาธารณะ” โดยนำรูปใบหน้าและข้อมูลส่วนตัวไปโพสต์ประจาน ซึ่งถือเป็นการละเมิดสิทธิส่วนบุคคลอย่างร้ายแรง และสร้างความอับอายจนหลายคนหาทางออกไม่ได้
อย่างไรก็ตาม สิ่งสำคัญที่ผู้กู้ควรตระหนักคือ ความรับผิดชอบในการชำระคืนเงินต้นที่ได้กู้ยืมมา หากประสบปัญหาในการชำระหนี้ ควรเริ่มต้นจากการติดต่อผู้ให้กู้เพื่อเจรจาขอปิดยอดหนี้ โดยเสนอจำนวนเงินที่สามารถชำระได้ตามความเป็นจริง เพื่อแสดงเจตนาบริสุทธิ์ในการแก้ไขปัญหา แต่หากผู้ให้กู้ปฏิเสธการเจรจา หรือมีพฤติกรรมข่มขู่คุกคาม ผู้กู้ควรใช้กระบวนการทางกฎหมายเพื่อปกป้องสิทธิของตนเอง โดยสามารถแจ้งความดำเนินคดีในกรณีที่มีการทวงหนี้โดยมิชอบ หรือมีการเผยแพร่ข้อมูลส่วนบุคคลโดยไม่ได้รับอนุญาต นอกจากนี้ การลงบันทึกประจำวันไว้เป็นหลักฐาน ยังช่วยป้องกันความเสี่ยงในกรณีที่ข้อมูลส่วนตัวถูกนำไปใช้ในทางทุจริต เช่น การเปิดบัญชีม้าหรือการกระทำผิดกฎหมายในนามของผู้กู้ อีกหนึ่งมาตรการสำคัญที่สามารถช่วยลดความเสี่ยงได้ คือ การทำบัตรประจำตัวประชาชนใหม่ เนื่องจากบัตรใบใหม่จะมีรหัสเลเซอร์ด้านหลังที่แตกต่างจากบัตรเดิม ซึ่งช่วยป้องกันไม่ให้ข้อมูลจากบัตรใบเก่าถูกนำไปใช้ในการทำธุรกรรมออนไลน์หรือเปิดบัญชีทางการเงินโดยไม่ได้รับอนุญาต ถือเป็นแนวทางป้องกันเชิงรุกที่ช่วยลดโอกาสในการถูกนำข้อมูลไปใช้ในทางมิชอบ
หากคุณถูกข่มขู่ คุกคาม หรือรู้สึกไม่ปลอดภัยจากการกู้เงินออนไลน์ สามารถติดต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อขอคำปรึกษาและดำเนินการร้องเรียนได้ดังนี้
1.ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) – สายด่วน 1213
2.คณะกรรมการกำกับการทวงถามหนี้ (มีทุกจังหวัด)
3.สภาผู้บริโภค (โทร. 02-435-3096 หรือสายด่วน 1502)
รายงานข่าวฉบับนี้เป็นส่วนหนึ่งในโครงงานการฝึกปฏิบัติการภาษาไทย ของ 6511110186 นางสาวรศิกานต์ นวลแก้ว 6511110241 นายพัณพัฒน์ กุลนี









