“เมื่อทะเลมีปลา…ชุมชนก็มีอาชีพ” ซึ่งเมื่อคนกับทะเลต้องพึ่งพากัน โจทย์สำคัญจึงไม่ใช่จะจับปลาให้ได้มากที่สุดได้อย่างไร แต่คือจะทำอย่างไร ให้ทะเลยังมีปลาให้จับไปได้อีกนานแสนนาน
นี่คือจุดเริ่มต้นของโครงการวิจัย “บ้านปลา” ที่อ่าวบางโรง จังหวัดภูเก็ต ที่คณะเทคโนโลยีและสิ่งแวดล้อม มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตภูเก็ต ได้ริเริ่มขึ้น โดยร่วมมือกับชุมชมเปลี่ยนวิธีคิดเรื่องการจัดการประมง จากการเข้าไปใช้ประโยชน์จากทะเลเพียงอย่างเดียว…สู่การช่วยกันดูแลทะเลให้กลับมาอุดมสมบูรณ์อีกครั้ง
ผศ.ดร.วิภาวี ดำมี อาจารย์ประจำคณะเทคโนโลยีและสิ่งแวดล้อม มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตภูเก็ต เล่าย้อนกลับไปประมาณ 5 ปีก่อน หรือช่วงวิกฤตโควิด-19 ว่า เมืองท่องเที่ยวอย่างภูเก็ต จากหาดป่าตอง ที่เคยเต็มไปด้วยรถ นักท่องเที่ยวคราคร่ำ กลับเงียบงัน แต่กลับกันเมื่อมองออกไปในทะเล โดยเฉพาะบริเวณอ่าวบางโรง เรือประมงพื้นบ้านเพิ่มจำนวนขึ้นอย่างต่อเนื่อง เห็นได้ชัดว่าคนหันกลับมาพึ่งพาทะเลมากขึ้น แต่ทรัพยากรสัตว์น้ำยังมีเท่าเดิม โจทย์ของนักวิจัยจึงเกิดขึ้นว่า “ถ้าทะเลเป็นแหล่งทำกินของชุมชนแล้วเราจะทำอย่างไรให้ทะเลยังเลี้ยงคนได้ในวันข้างหน้า และยังเป็นการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติให้คงอยู่ต่อไปด้วย”
เราจึงเริ่มนำแนวคิด “บ้านปลา” เข้ามาทดลองใช้ที่อ่าวบางโรง โดยบ้านปลาไม่ได้เป็นสิ่งก่อสร้างซับซ้อน ใช้ภูมิปัญญาชาวบ้าน ใช้วัสดุที่หาได้ในท้องถิ่น อาทิ ไม้ไผ่ ไม้สน ไม้ยูคาลิปตัส ทางมะพร้าว ทางปาล์ม และกิ่งไม้ นำมาประกอบกันเป็นโครงสร้าง ซึ่งมี 2 แบบ คือ แบบที่ 1 เป็นรูปกระโจมอินเดียนแดง มีแกนกลางเป็นไม้ไผ่ แล้วนำใบไม้ ใบปาล์ม มาทำเป็นซุ้ม และแบบที่ 2 เป็นรูปแบบเต้นท์ โดยนำไม้มาขึ้นเป็นโครง ส่วนที่ฐานมีอิฐบล็อก คาน คอยช่วงถ่วงไว้ มีใบไม้ประกบ ส่วนบนก็จะลอยทุ่นหรือธงไว้ เป็นสัญลักษณ์ให้เรือ หรือชาวประมงรู้ว่ามีบ้านปลาอยู่ตรงนี้ โดยบ้านปลาจะมีอายุประมาณ 6 เดือน และขึ้นอยูกับว่าพื้นที่นั้นๆ มีสัตว์ประเภทเพรียงมากน้อยแค่ไหน ถ้าเพรียงเยอะ ก็จะกินใบไม้ อายุก็อาจสั้นลงอยู่ได้เพียง 2-3 เดือน
แต่หัวใจสำคัญไม่ได้อยู่ที่การนำวัสดุลงไปกองไว้ในทะเล หากแต่อยู่ที่ว่า “วางอย่างไร” ให้เกิดประโยชน์สูงสุดนักวิจัยจึงนำภูมิปัญญาของชาวประมง มาผสมผลานกับข้อมูลจากการทดลอง ทั้งชนิดของวัสดุ ระยะห่าง และรูปแบบการจัดวาง จากเดิมที่อาจวางเรียงกันเป็นแนว ก็ทดลองจัดเป็นกลุ่ม เช่น 3 หลังต่อกลุ่ม และเว้นระยะห่างประมาณ 20 เมตร เพื่อให้บ้านปลาครอบคลุมพื้นที่ได้กว้างขึ้น แต่ใช้จำนวนหลังน้อยลง
ผลที่ได้ชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ พบว่าบริเวณบ้านปลา มีสัตว์น้ำขนาดเล็กเข้ามาอาศัย ขณะที่ปลาขนาดใหญ่ เช่น ปลากะพงและปลาเก๋า ก็เข้ามาหากินมากขึ้น และที่น่าสนใจคือ ยังพบปลาบางชนิดที่ก่อนหน้านี้ไม่เคยพบในพื้นที่ นั่นหมายความว่า “บ้านปลาไม่ได้เพียงเพิ่มจำนวนสัตว์น้ำ แต่ยังช่วยเพิ่ม ความหลากหลายทางชีวภาพของพื้นที่ด้วย” ซึ่งข้อมูลเหล่านี้ก็จะถูกส่งกลับไปยังชุมชน และสำนักงานประมงจังหวัด เพื่อใช้ประกอบการวางแผนและกำหนดนโยบายด้านการจัดการทรัพยากรในอนาคตอีกด้วย

นอกจากนี้การวางบ้านปลาไม่ได้หมายความว่า จะนำไปวางตรงไหนก็ได้ โดยเฉพาะจังหวัดภูเก็ต ซึ่งมีการใช้ประโยชน์จากทะเลอย่างหลากหลาย ทั้งประมงพื้นบ้าน ประมงพาณิชย์ การเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ รวมถึงพื้นที่หญ้าทะเลและแหล่งอาศัยของสัตว์ทะเล จึงต้องพูดคุยกับชุมชนและแบ่งพื้นที่การใช้ประโยชน์ร่วมกันให้เกิดประโยชน์สูงสุด
และอีกปัจจัยสำคัญของ “บ้านปลา” ที่จะนำไปสู่ความสำเร็จ ไม่ได้เกิดขึ้นจากการนำลงไปวางในทะเลเพียงอย่างเดียวแต่ต้องเกิด คนในพื้นที่ร่วมกันออกแบบกติการ่วมกัน และช่วยกันรักษากติกาด้วย คือการวางบ้านปลา ของที่นี่ ไม่ได้แปลว่าห้ามชาวบ้านเข้ามาทำประมงเลย เพียงแต่จำกัดเครื่องมือบางประเภทเท่านั้น ซึ่งก็ทำให้ทุกภาคส่วนเข้าใจและอยู่ร่วมกันได้ จนทำให้เกิดความยั่งยืน
ผศ.ดร.วิภาวี เล่าต่อ ถึงความสำเร็จของของโครงการบ้านปลาว่า จากวันเริ่มต้นที่บางคนเคยมองว่า เราเอาเงินไปถมทะเล มาถึงวันนี้ระยะเวลาเกือบ 5 ปี ผลจากประเมินพบว่า ผลประโยชน์จากการวางบ้านปลามีมูลค่ามากกว่างบประมาณที่ได้ลงทุนไปถึง 4 เท่า เพราะชาวบ้านพบว่า เมื่อมีบ้านปลาอยู่ใกล้ชุมชน ก็ไม่จำเป็นต้องนำเรือออกไปทำประมงไกลๆเหมือนเดิม เรือเล็กก็สามารถออกหาปลาในพื้นที่ใกล้บ้านได้ ลดระยะทาง ลดต้นทุน ลดเชื้อเพลิง และเพิ่มโอกาสในการจับสัตว์น้ำมากขึ้น
เมื่อโมเดลจากบ้านบางโรงเริ่มเห็นผล…องค์ความรู้ก็ไม่ได้หยุดอยู่ที่ จ.ภูเก็ต คณะเทคโนโลยีและสิ่งแวดล้อม มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตภูเก็ต ยังได้นำไปปรับใช้ในพื้นที่อื่นด้วย เช่นที่ บ้านบางจัน ตำบลหล่อยูง จังหวัดพังงา โดยเริ่มดำเนินการมาแล้วประมาณ 3 เดือน และคาดว่าจะเสร็จในช่วงเดือนกันยายน แต่ด้วยสภาพพื้นที่ที่ต่างกัน ทั้งลักษณะอ่าว การไหลของน้ำ และปัญหาการใช้เครื่องมือประมง ทำให้รูปแบบบ้านปลาก็ต้องเปลี่ยนตามพื้นที่ จากเดิมที่ใช้โครงสร้างเป็นซุ้ม ก็มีการปรับเป็นการใช้ไม้ปักลงไปในอ่าวร่องน้ำ


นี่จึงเป็นบทเรียนสำคัญว่า…บ้านปลาไม่ใช่สูตรสำเร็จที่เอาไปวางตรงไหนก็ได้ แต่ต้องเริ่มจากการเข้าใจพื้นที่ เข้าใจทรัพยากร และที่สำคัญที่สุด…ต้องเข้าใจคน เพราะหัวใจของงานวิจัยนี้ คือการมองชาวประมงเป็น “ผู้ร่วมวิจัย” ซึ่งนักวิจัยมีองค์ความรู้ทางวิทยาศาสตร์ ส่วนชาวบ้านมีภูมิปัญญาจากประสบการณ์จริง เมื่อความรู้สองด้านมารวมกัน จึงเกิดเป็นวิธีจัดการทะเลที่เหมาะกับพื้นที่ และสามารถเดินหน้าต่อได้
“บ้านปลาอาจเป็นจุดเริ่มต้นของการฟื้นทะเล แต่คนที่จะทำให้ความยั่งยืนเกิดขึ้นได้จริง…คือคนในชุมชน” เพราะเมื่อภูมิปัญญาท้องถิ่นเดินไปพร้อมกับงานวิจัย และมีภาคีเครือข่ายคอยสนับสนุน จากบ้านปลาหนึ่งแห่งก็จะสามารถต่อยอดเป็นต้นแบบ ส่งต่อความรู้ และสร้างการเปลี่ยนแปลงให้กับพื้นที่อื่นได้ นำไปสู่การจัดการประมงอย่างยั่งยืน









