จากเด็กคนหนึ่งที่เคยตอบคำถามเรื่อง “อาชีพในฝัน” ได้อย่างชัดเจนว่าอยากเป็น “วิศวกร” เพราะหลงใหลในความท้าทายและการได้สร้างสิ่งต่างๆ ให้เกิดขึ้นเป็นรูปเป็นร่าง วันนี้เส้นทางชีวิตได้พาเขามาสู่บทบาทของอาจารย์ นักพัฒนาหลักสูตร และผู้ถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านเทคโนโลยีสมัยใหม่ โดยเฉพาะยานยนต์ไฟฟ้า หรือ EV เส้นทางชีวิตที่ค่อยๆ เติบโตจากความสนใจ สงสัย ความพยายาม และเปิดรับโอกาสใหม่ๆ กลายเป็นเส้นทางของ “การเรียนรู้ตลอดชีวิต” ที่ไม่ได้หยุดอยู่เพียงการสอนในห้องเรียน ของ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ สาวิตร์ ตัณฑนุช อาจารย์ประจำสาขาวิชาวิศวกรรมไฟฟ้าและชีวการแพทย์ และผู้อำนวยการ ศูนย์พัฒนายานยนต์ไฟฟ้า มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ คณะวิศวกรรมศาสตร์
อ.สาวิตร์ เล่าย้อนกลับไปในช่วงวัยเด็กว่า เมื่อมีคนถามว่าโตขึ้นอยากเป็นอะไร คำตอบที่ไม่ต้องคิดนานคือ “วิศวกร” เหตุผลไม่ได้ซับซ้อน เพียงรู้สึกว่าชีวิตของวิศวกรเต็มไปด้วยความท้าทาย ได้เรียนรู้สิ่งใหม่ๆ และได้ใช้ความรู้สร้างบางสิ่งให้เกิดขึ้นจริง และเมื่อถึงวันที่ต้องเลือก ก็ไม่ลังเลที่จะเลือกเรียนสาขาวิศวกรรมไฟฟ้า คณะวิศวกรรมศาสตร์มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ เพราะคิดแค่เพียงว่า หากเลือกเรียนวิศวะเครื่องกล น่าจะต้องคลุกคลีอยู่กับคราบน้ำมัน ส่วนวิศวะโยธาก็น่าจะต้องออกไปตากแดด คุมงานก่อสร้าง ขณะที่วิศวะไฟฟ้าดูเหมือนจะเลอะน้อยกว่าและได้ทำงานในร่มมากกว่า แต่เมื่อเข้าเรียนจริงๆกลับไม่เป็นอย่างที่คิด เพราะทั้งเลอะและตากแดดเหมือนกัน และในช่วงเวลานั้นหลักสูตรเปิดโอกาสให้เลือกเรียน ได้ถึง 2 สาขา อาจารย์จึงได้เรียนไฟฟ้ากำลังและไฟฟ้าสื่อสาร ทำให้มองเห็นโลกของวิศวกรรมในมิติที่กว้างขึ้น และสามารถต่อยอดความรู้ไปสู่การทำงานได้หลากหลายมากขึ้น
วันแรกของการเป็นอาจารย์ กับความรู้สึกที่ว่า “งงครับ!”
การก้าวจากนักศึกษาเปลี่ยนบทบาทมาเป็นอาจารย์ในวันแรก ไม่ได้เต็มไปด้วยความมั่นใจอย่างที่หลายคนจินตนาการ ตรงกันข้าม ความรู้สึกแรกกลับเป็นเพียงคำสั้นๆ ว่า “งงครับ!”เพราะช่วงแรกยังปรับตัวไม่ค่อยถูก และเป็นความรู้สึกเหมือนเป็นรุ่นพี่ที่มาติวหนังสือให้น้อง มากกว่าจะเป็นอาจารย์ที่ต้องยืนอยู่หน้าห้องเรียน
แต่เมื่อเวลาผ่านไป การสอนทำให้ค้นพบว่า ความเป็นอาจารย์ไม่ได้อยู่ที่การรู้เนื้อหามากกว่าคนอื่น และไม่ได้หมายถึงการนำความรู้จากตำรามาบอกผู้เรียนเพียงอย่างเดียว หัวใจสำคัญคือการทำอย่างไรให้ ทฤษฎีที่ยาก กลายเป็นเรื่องที่ผู้เรียนเข้าใจได้
อาจารย์ต้องมองให้ออกว่าผู้เรียนกำลังขาดอะไร ทำไมจึงไม่เข้าใจ ต้องเติมตรงไหนเพื่อให้ความรู้แต่ละส่วนเชื่อมต่อกันได้ เป็นการเรียนรู้ร่วมกันทั้งอาจารย์ผู้สอนและนักศึกษาผู้เรียน เพราะทุกครั้งที่ต้องอธิบายเรื่องยากให้คนอื่นเข้าใจ ผู้สอนเองก็ต้องกลับมาทบทวนความรู้และหาวิธีใหม่ๆ อยู่เสมอ



ตัดสินใจถูกไหมที่เลือกเป็น “อาจารย์”
ส่วนถ้าถามว่าตัดสินใจถูกไหมที่เลือกเส้นทางการเป็น “อาจารย์” แทนที่จะเป็น “วิศวกร” อ.สาวิตร์ตอบอย่างตรงไปตรงมาว่ายังตอบได้ไม่เต็มปากเต็มคำนัก แต่เมื่อวันหนึ่งชีวิตนำพาก้าวเข้ามาสู่บทบาทอาจารย์ ทำให้พบมิติใหม่ว่า หากเป็นเพียงวิศวกร ความรู้ความเชี่ยวชาญก็อาจจะจำกัดอยู่แค่ตัวเอง แต่เมื่อมาเป็นอาจารย์ ความรู้สามารถถ่ายทอดและต่อยอดไปยังนักศึกษานับสิบ นับร้อยคนได้ และนักศึกษาก็สามารถต่อยอดความรู้ไปยังคนอื่นๆ ได้อีก
การเป็นอาจารย์ตลอด กว่า 30 ปีที่ผ่านมา ในรั้ว “มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์” คือความภูมิใจของอาจารย์ที่ได้เห็นความสำเร็จของลูกศิษย์ และเมื่อลูกศิษย์กลับมาบอกว่า “สิ่งที่อาจารย์สอน ผมได้เอาไปใช้จริง” นั่นหมายถึงการได้ประจักษ์ว่าความรู้ที่เคยถ่ายทอดให้ลูกศิษย์ กลายเป็นพื้นฐานความรู้ที่ลูกศิษย์นำไปใช้ในการทำงานและสร้างความสำเร็จของตัวเอง นั่นคือความภูมิใจที่สุดแล้ว
จากวิศวกรรมไฟฟ้า สู่เส้นทางชีวการแพทย์ และความสงสัยที่พาเข้าสู่โลก EV
หลังสำเร็จการศึกษา และก้าวเข้ามาเป็นอาจารย์ เส้นทางชีวิตไม่ได้หยุดอยู่เพียงงานด้านวิศวกรรมไฟฟ้า เมื่อทางคณะมีโจทย์ให้เข้ามาช่วยจัดตั้งและพัฒนาหลักสูตร วิศวกรรมชีวการแพทย์
โจทย์ใหม่ทำให้ต้องกลับมาเป็น “ผู้เรียน” อีกครั้ง ต้องศึกษาต่อและเติมองค์ความรู้ในศาสตร์ที่แตกต่างออกไป ก่อนจะนำความรู้กลับมาพัฒนาหลักสูตรและถ่ายทอดให้กับนักศึกษา จากวันนั้นกลายเป็นเส้นทางที่ยาวนานเกือบ 20 ปี กับการดูแลและพัฒนาหลักสูตรวิศวกรรมชีวการแพทย์
ส่วนโลกของยานยนต์ไฟฟ้า หรือ EV ก็เช่นกัน ก็เป็นอีกหนึ่งบทบาทที่ไม่ได้เกิดจากการวางแผนเอาไว้ตั้งแต่ต้น แต่จุดเริ่มต้นเกิดขึ้นจาก “ความสงสัย” อย่างเรียบง่าย เพราะสำนักงาน EV อยู่ใกล้กับห้องทำงาน จึงเดินผ่านไปผ่านมาและเห็นทีมงานทำงานเกี่ยวกับเทคโนโลยีรถยนต์ไฟฟ้าอยู่เป็นประจำ
จากความสงสัยว่า “เขาทำอะไรกัน” กลายเป็นการเดินเข้าไปพูดคุย และทำให้พบว่าความรู้เดิมที่มีอยู่ ทั้งเรื่อง เซนเซอร์ ระบบควบคุม และไฟฟ้ากำลัง สามารถนำมาต่อยอดกับระบบแบตเตอรี่และระบบขับเคลื่อนของรถ EV ได้และเมื่อได้รับโอกาสไปอบรมเพิ่มเติม ความรู้ที่เคยอยู่คนละมุมก็เริ่มเชื่อมต่อกัน จนในที่สุดได้รับการยอมรับให้เข้ามามีบทบาทในงานด้าน EV ทั้งการเป็นวิทยากร ถ่ายทอดความรู้ และช่วยพัฒนาศักยภาพของช่างและผู้ประกอบการ จากคนที่เพียงแค่ “สงสัย” กลายเป็นหนึ่งในคนที่เข้ามาช่วยถ่ายทอดความรู้เกี่ยวกับเทคโนโลยียานยนต์แห่งอนาคต



เปลี่ยน “มนุษย์ต่างดาว” ให้กลายเป็น “แมวเหมียวข้างบ้าน”
หนึ่งในบทเรียนสำคัญจากการทำงานด้าน EV และสอนองค์ความรู้เรื่อง EV คือการพบว่า เรื่องที่ยากอาจกลายเป็นเรื่องง่ายได้ หากมีวิธีอธิบายที่เหมาะสม เช่น การสอนนักศึกษา หรือ ช่างเครื่องยนต์ ซึ่งคุ้นเคยกับเครื่องยนต์รถธรรมดามาตลอด เมื่อได้เรียนเรื่อง EV ซึ่งเป็นเทคโนโลยีใหม่ ทุกคนพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า เหมือนต้องคุย กับ “มนุษย์ต่างดาว” เพราะไม่รู้เรื่องอะไรเลย ทั้งระบบไฟฟ้า แบตเตอรี่ อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ และระบบควบคุม ล้วนดูซับซ้อนและไกลตัว แต่ในฐานะอาจารย์ที่ต้องค่อยๆ ย่อยเนื้อหา สิ่งที่เคยน่ากลัว สิ่งที่เคยไม่เข้าใจก็เริ่มกลายเป็นสิ่งที่เข้าใจได้ ในวันสุดท้าย ความรู้เรื่อง EV ที่เคยดูเหมือนมนุษย์ต่างดาว กลายเป็นเพียง “แมวเหมียวข้างบ้าน”
AI ในห้องเรียน ไม่ใช่คู่แข่ง แต่คือพันธมิตรการเรียนรู้
ขณะที่โลกของยานยนต์กำลังเปลี่ยนผ่านจากเครื่องยนต์สันดาปสู่ EV โลกของการศึกษาก็กำลังเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่จาก AI เช่นกัน ส่วนตัวอ.สาวิตร์มองว่า AI ไม่ใช่คู่แข่งของอาจารย์ผู้สอน แต่เป็นเครื่องมือ เป็นพันธมิตรที่สามารถช่วยเปิดประตูการเรียนรู้
AI สามารถช่วยประมวลผลข้อมูล ช่วยตั้งคำถาม หรือแม้แต่ช่วยออกข้อสอบได้ แต่สิ่งสำคัญคือผู้สอนต้องกลับมาตรวจสอบ วิเคราะห์ และประเมินว่า สิ่งที่ AI สร้างขึ้นนั้นถูกต้องและเหมาะสมเพียงใด ในอีกด้านหนึ่ง AI ยังอาจเป็นพื้นที่ปลอดภัยสำหรับนักศึกษาที่ไม่กล้าถามคำถามในห้องเรียน เพราะกลัวเพื่อนมองว่าไม่รู้เรื่อง การลองพูดคุยกับ AI ก่อน แล้วนำคำตอบกลับมาตรวจสอบและพูดคุยกับอาจารย์ จึงกลายเป็นอีกหนึ่งรูปแบบของการเรียนรู้
เพราะสุดท้ายแล้ว เป้าหมายไม่ได้อยู่ที่การให้ AI ตอบแทนคน แต่คือการใช้ AI เป็นเครื่องมือช่วยให้คน ตั้งคำถามเป็น คิดวิเคราะห์เป็น และตรวจสอบข้อมูลเป็น
อาจารย์ดีเด่น กับความฝันที่ยังไม่สิ้นสุด
เส้นทางจากเด็กที่ฝันอยากเป็นวิศวกร มาถึงวันที่ได้รับการยอมรับในฐานะ “อาจารย์ดีเด่น” จึงไม่ใช่เรื่องของรางวัลหรือเกียรติยศเพียงอย่างเดียว หากแต่เป็นภาพสะท้อนของการเดินทางที่ผ่านทั้งการเป็นผู้เรียน ผู้สอน นักพัฒนาหลักสูตร ผู้ถ่ายทอดเทคโนโลยี และผู้เรียนรู้สิ่งใหม่อยู่ตลอดเวลา
จากไฟฟ้ากำลังและไฟฟ้าสื่อสาร สู่วิศวกรรมชีวการแพทย์ จากนั้นก้าวเข้าสู่ EV และวันนี้ยังต้องเรียนรู้ AI ทุกการเปลี่ยนแปลงล้วนทำให้เห็นว่า ความรู้ไม่มีเส้นชัย และอาชีพของอาจารย์ก็ไม่ได้จบลงเมื่อเดินออกจากห้องเรียน
และความฝันที่เคยมีตั้งแต่วัยเด็กว่าอยากเป็นวิศวกร อยากสร้างบางสิ่งให้เกิดขึ้นจริง อาจไม่ได้เปลี่ยนไปเลย เพียงแต่วันนี้ “สิ่งที่กำลังสร้าง” ไม่ได้มีเพียงเครื่องจักรหรือเทคโนโลยี แต่คือ “การสร้างคน” สร้างคนให้เข้าใจเทคโนโลยี สร้างคนให้พร้อมเรียนรู้ และสร้างคนให้สามารถก้าวต่อไปได้ นี่จึงอาจเป็นความฝันอีกขั้นของเด็กคนเดิม
โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับอาจารย์คนหนึ่ง การได้เห็นลูกศิษย์นำความรู้ไปสร้างสิ่งใหม่ๆ อาจเป็นคำตอบที่ชัดเจนที่สุดว่า เส้นทางที่เลือกเดินมาตลอดชีวิตนั้น มีค่าอย่างมหาศาล
“ความเป็นอาจารย์ในมุมมองของผม ไม่ได้จบลงแค่การยืนสอนจบชั่วโมงแล้วเดินออกจากห้องเรียน แต่คือเรื่องของ Life Long Learning (การเรียนรู้ตลอดชีวิต) เพราะเทคโนโลยีเปลี่ยนทุกวัน อาจารย์กับนักศึกษาต้องเรียนรู้ ปรับตัว และเติบโตไปพร้อมๆ กันในทุกๆวันเช่นกัน”









ผู้ช่วยศาสตราจารย์ สาวิตร์ ตัณฑนุช
อาจารย์ประจำสาขาวิชาวิศวกรรมไฟฟ้าและชีวการแพทย์
ผู้อำนวยการ ศูนย์พัฒนายานยนต์ไฟฟ้า มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ คณะวิศวกรรมศาสตร์
อาจารย์ตัวอย่างดีเด่น ด้านบริการวิชาการ ประจำปี 2569









