“เครือข่ายสายน้ำ” รวมพลังชุมชน เตือนภัยน้ำหลากจากต้นน้ำสู่เมืองหาดใหญ่

“เครือข่ายสายน้ำ” รวมพลังชุมชน เตือนภัยน้ำหลากจากต้นน้ำสู่เมืองหาดใหญ่

รู้เร็ว–สื่อสารทัน–เตรียมพร้อม ก่อนน้ำหลากถึงเมือง

“น้ำหลากจากต้นน้ำ หากรู้เร็ว เตรียมพร้อมได้ทัน” เพราะทุกนาทีของการแจ้งเตือน อาจหมายถึงการลดความสูญเสียที่เกิดขึ้นกับชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน

สถานการณ์น้ำหลากในพื้นที่อำเภอหาดใหญ่และพื้นที่โดยรอบ จำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน โดยเฉพาะ “ชุมชน” ซึ่งอยู่ใกล้ชิดกับสถานการณ์มากที่สุด และสามารถเป็นกำลังสำคัญในการเฝ้าระวังและส่งต่อข้อมูลน้ำฝน น้ำท่า และสถานการณ์น้ำในพื้นที่ได้อย่างรวดเร็ว

นี่คือที่มาของกิจกรรม “เครือข่ายสายน้ำ : รวมพลังชุมชน เตือนภัยน้ำหลากจากต้นน้ำสู่เมือง” ซึ่งจัดขึ้น โดย สถานวิทยุ ม.อ. หาดใหญ่ ศูนย์กิจการนานาชาติและสื่อสารองค์กร มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วันที่ 12 กันยายน พ.ศ.2569  ณ ห้องประชุมคาลิส โรงแรมอัลฟาฮัจย์ อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา เพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับทิศทางน้ำหลาก ตลอดจนพัฒนาระบบการสื่อสารข้อมูลสถานการณ์น้ำให้เข้าถึงประชาชนได้อย่างรวดเร็วและถูกต้อง โดยมีตัวแทนผู้นำชุมชน และอาสาสมัครชุมชน ในอำเภอหาดใหญ่ เข้าร่วม โดยเป้าหมายสำคัญคือทำให้เครือข่ายชุมชนสามารถ “มองน้ำให้ออก สื่อสารให้ทัน และเตรียมรับมือได้ก่อนภัยมาถึง”

คุณบัญชร วิเชียรศรี ตัวแทนทีมรายงานสถานการณ์อุทกภัย สถานีวิทยุ ม.อ.หาดใหญ่ อธิบายถึงการวิเคราะห์ทิศทางการไหลของน้ำเข้าสู่เขตเทศบาลนครหาดใหญ่ว่า ที่ผ่านมาเรามักได้ยินคำอธิบายว่า “หาดใหญ่เป็นเมืองแอ่งกระทะ” แต่หากมองในสภาพของภูมิประเทศและเส้นทางน้ำอย่างละเอียด หาดใหญ่อาจไม่ได้เป็นเพียงแอ่งที่น้ำไหลมารวมกันเท่านั้น แต่สามารถเปรียบได้ว่า หาดใหญ่มีลักษณะคล้าย “รางน้ำ” โดยมีพื้นที่ต้นน้ำอยู่ด้านบน ขณะที่แนวพื้นที่และคลองอู่ตะเภาทำหน้าที่เป็นเส้นทางระบายน้ำ ก่อนที่น้ำจะไหลต่อไปยังพื้นที่เมืองสงขลาและออกสู่ทะเล การมองหาดใหญ่ในลักษณะ “รางน้ำ” จึงช่วยให้เห็นเส้นทางการเคลื่อนตัวของน้ำ และทำให้สามารถวางระบบเฝ้าระวังและเตรียมรับมือได้เป็นขั้นตอนมากขึ้น  นี่คืออีกหนึ่งในปัจจัยคัญคือเราต้องรรู้ว่าน้ำกำลังมาจากไหน และต้องใช้เวลาเท่าใดกว่าจะเดินทางเข้าสู่พื้นที่เมือง เพื่อเตรียมรับมือ

หัวใจสำคัญ “รู้เวลา – รู้สถานที่หลบภัย – รู้วิธีปฏิบัติตัวเมื่อเกิดภัย”

สำหรับการรับมือสถานการณ์น้ำท่วม คุณบัญชร เสนอหลักสำคัญ 3 เรื่องที่ประชาชนควรรู้ คือ

  1. ต้องรู้ข่าวสารและสถานการณ์จริง โดยติดตามข้อมูลจากแหล่งที่น่าเชื่อถือ ทั้งปริมาณน้ำฝน น้ำท่า และสถานการณ์น้ำในพื้นที่ เพราะข้อมูลที่ถูกต้องจะช่วยให้ประชาชนประเมินสถานการณ์และตัดสินใจได้อย่างเหมาะสม
  2. ต้องรู้ว่าจะหลบภัยและอพยพเมื่อใดสิ่งสำคัญคืออย่ารอจนเห็นน้ำเข้าบ้านแล้วจึงคิดจะออกจากพื้นที่ เพราะอาจสายเกินไป คำเตือนสำคัญคือ “อย่าคิดว่าไม่เคยท่วม ก็จะไม่ท่วม” เพราะสถิติถูกทำลายได้เสมอ  การเตรียมพร้อมก่อนเกิดเหตุจึงช่วยลดความเสี่ยงและลดภาระของเจ้าหน้าที่ในการเข้าช่วยเหลือ
  3. หากบังเอิญอยู่ในพื้นที่ประสบภัยจริงๆ  ต้องรู้ว่าจะอยู่กับน้ำอย่างไรให้ปลอดภัย คือ ต้องเตรียมตัวให้พร้อม เตรียมกระเป๋าฉุกเฉิน เตรียมน้ำ อาหาร รวมถึงหลีกเลี่ยงการเข้าไปอยู่ในจุดที่จะทำให้เสี่ยงเพิ่ม

ชุมชนคือ “ตาและหู” ของระบบเตือนภัย

การเตือนภัยจากภาครัฐสามารถให้ข้อมูลในภาพกว้าง แต่การรู้สถานการณ์ในระดับพื้นที่จำเป็นต้องอาศัยข้อมูลจากคนในชุมชน  ที่ผ่านมาการสื่อสารสถานการณ์น้ำท่วมในหลายพื้นที่อาศัยช่องทางกลุ่มไลน์ โดยมีอาสาสมัครหรือเครือข่ายในแต่ละชุมชนทำหน้าที่ติดตามระดับน้ำ ปริมาณฝน และความเปลี่ยนแปลงของสถานการณ์ ก่อนส่งต่อข้อมูลเข้าสู่เครือข่ายเพื่อเตือนภัย

อย่างไรก็ตาม ข้อมูลจากชุมชนจำเป็นต้องผ่านการตรวจสอบและคัดกรอง เพื่อให้มั่นใจว่ามีความถูกต้องและไม่ก่อให้เกิดความตื่นตระหนก

แนวคิดของ “เครือข่ายสายน้ำ” จึงต้องการเชื่อมข้อมูลจาก ต้นน้ำ–พื้นที่ระหว่างทาง–เมืองหาดใหญ่ โดยเปิดช่องทางให้ชุมชนสามารถรายงานสถานการณ์ผ่านเครือข่ายและสถานีวิทยุ ม.อ.หาดใหญ่ เพื่อช่วยกระจายข้อมูลที่ถูกต้องและทันเวลาไปยังประชาชน เพราะบางครั้งข้อมูลเพียงหนึ่งข้อความจากคนในพื้นที่ อาจเป็นจุดเริ่มต้นของการแจ้งเตือนให้คนอีกหลายร้อยหรือหลายพันคนเตรียมตัวได้ทัน

อ่าน “สี” จากเรดาร์ ให้เป็น เพื่อมองฝนให้ออก

อีกหนึ่งองค์ความรู้สำคัญของกิจกรรม คือการเรียนรู้การวิเคราะห์ภาพเรดาร์ตรวจอากาศ โดยคุณชานุพงษ์ พจนไกร นักอุตุนิยมวิทยาชำนาญการ ศูนย์อุตุนิยมวิทยาภาคใต้ฝั่งตะวันออก ที่ได้ถ่ายทอดความรู้เกี่ยวกับการอ่านและแปลความหมายภาพเรดาร์ เพื่อให้ชุมชนสามารถนำข้อมูลมาใช้ประกอบการเฝ้าระวังภัยพิบัติ

ซึ่งพื้นที่ภาคใต้ฝั่งตะวันออกมีเรดาร์ตรวจอากาศที่สามารถติดตามกลุ่มฝน และมีการพัฒนาระบบให้สามารถตรวจสอบข้อมูลลงลึกถึงระดับตำบล ทำให้ประชาชนสามารถติดตามสถานการณ์ฝนได้ในชีวิตประจำวัน

การอ่านภาพเรดาร์เบื้องต้นสามารถสังเกตจากระดับสีของกลุ่มฝน โดยสีเขียวสะท้อนฝนที่มีความรุนแรงน้อย สีเหลืองและสีส้มแสดงถึงฝนระดับปานกลาง ขณะที่สีแดงสะท้อนกลุ่มฝนที่มีความรุนแรงมากขึ้น  นอกจากภาพนิ่งที่ใช้ดูความรุนแรงของกลุ่มฝนแล้ว ยังสามารถดูภาพเคลื่อนไหวเพื่อวิเคราะห์ว่า กลุ่มฝนกำลังเคลื่อนที่ไปในทิศทางใดได้ด้วย

ข้อมูลเหล่านี้มีความสำคัญอย่างมาก เพราะการเฝ้าระวังไม่ได้ดูเพียงว่า “ฝนตกหรือไม่” แต่ต้องดูด้วยว่า ฝนตกหนักแค่ไหน ตกบริเวณใด เคลื่อนตัวไปทางไหน และตกซ้ำในพื้นที่เดิมหรือไม่ หากพบว่ากลุ่มฝนมีความรุนแรงและเคลื่อนตัวเข้าสู่พื้นที่เดิมอย่างต่อเนื่อง ย่อมเป็นสัญญาณที่ต้องเพิ่มระดับการเฝ้าระวังและเตรียมมาตรการรับมือ

นอกจากนี้การพัฒนาระบบคาดการณ์และการนำข้อมูลจากเรดาร์มาประกอบกับข้อมูลจากพื้นที่ ทำให้การเตือนภัยมีความละเอียดและมีประสิทธิภาพมากขึ้น และการทำให้ชุมชนเป็นทั้ง “ตา” “หู” และ “ผู้ส่งต่อข้อมูล” ของระบบเตือนภัย จึงเป็นอีกหนึ่งกลไกสำคัญที่จะช่วยให้เมืองหาดใหญ่ก้าวจากการ “รอรับมือเมื่อน้ำมา” ไปสู่การ “รู้ก่อน เตรียมก่อน และลดความสูญเสียได้ก่อน”

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *