ม.อ. เปิดตัว “Hat Yai Model Plus” ยกระดับงานวิจัยรับมือน้ำท่วมหาดใหญ่ สู่ต้นแบบบริหารจัดการภัยพิบัติของประเทศ

“เมื่ออุทกภัยไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ การเตรียมพร้อมด้วยวิทยาศาสตร์ ข้อมูล และปัญญาประดิษฐ์ (AI) จึงเป็นคำตอบของการปกป้องเมืองที่พร้อมรับทุกวิกฤต”   

มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ จัดพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือทางด้านการวิจัยร่วมกับภาคีเครือข่ายมากกว่า 30 หน่วยงาน ภายใต้โครงการ “Hat Yai Model Plus” เพื่อบูรณาการองค์ความรู้ งานวิจัย เทคโนโลยี และนวัตกรรม ยกระดับการเตรียมความพร้อมรับมืออุทกภัยในพื้นที่อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ภายใต้แนวคิด “นับถอยหลัง…สู่หาดใหญ่ที่พร้อมรับมือภัยพิบัติอย่างยั่งยืน” ณ ห้องประชุม Auditorium ชั้น 1 คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ เมื่อวันที่ 20 กรกฎาคมที่ผ่านมา  โดยได้รับเกียรติจาก นายจิรวัตร์ มณีโชติ รองผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลา เป็นประธานในพิธี พร้อมด้วย ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.นิวัติ แก้วประดับ อธิการบดีมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์  ตลอดจนผู้บริหารหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน นักวิจัย เข้าร่วม

ภายในงานยังมีพิธีลงนามความร่วมมือระหว่างมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์กับภาคีเครือข่ายมากกว่า 30 หน่วยงาน อาทิ สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ หน่วยงานราชการระดับจังหวัด องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น หน่วยงานด้านทรัพยากรน้ำ หน่วยงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย หน่วยงานสาธารณสุข ภาคธุรกิจ และภาคประชาชน พร้อมร่วมกันประกาศเจตนารมณ์ขับเคลื่อนการเตรียมความพร้อมรับมืออุทกภัยอย่างเป็นรูปธรรม และเป็นระบบโดยมุ่งเน้นการใช้ข้อมูลร่วมกัน ทั้งการพัฒนาระบบเตือนภัย การแลกเปลี่ยนทรัพยากร และการประสานการทำงานระหว่างหน่วยงาน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการรับมือกับสถานการณ์อุทกภัยและสร้างความยั่งยืนในการบริหารจัดการภัยพิบัติในอนาคต

หลังพิธีลงนาม ยังมีเวทีเสวนาความร่วมมือภายใต้หัวข้อ “Hat Yai Model Plus : การบูรณาการงานวิจัยเพื่อการบริหารจัดการอุทกภัยอย่างยั่งยืน” โดยผู้แทนจากมหาวิทยาลัย กลุ่มจังหวัด องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ภาคเอกชน และภาคประชาชน ร่วมแลกเปลี่ยนแนวทางการใช้ข้อมูลและงานวิจัยร่วมกัน เพื่อยกระดับระบบบริหารจัดการภัยพิบัติของพื้นที่

รศ.ดร.ธนิต เฉลิมยานนท์ รองอธิการบดีฝ่ายวางแผนและการเงิน มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์  ระบุว่า  โครงการ “Hat Yai Model Plus”  เป็นโครงการบริหารจัดการและรับมืออุทกภัยแบบบูรณาการ โดยมุ่งใช้วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม เป็นกลไกหลักในการเชื่อมโยงข้อมูล พัฒนาระบบเตือนภัย และเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการภัยพิบัติแบบบูรณาการ โดยขับเคลื่อนผ่านงานวิจัยหลัก 4 โครงการ  

โครงการแรกคือ การพัฒนาระบบเตือนภัยน้ำท่วมล่วงหน้าแบบเรียลไทม์ด้วยแบบจำลองอุทกวิทยาและปัญญาประดิษฐ์ (AI) เนื่องจากปัญหาที่ผ่านมา คือระบบเตือนภัยยังไม่มีประสิทธิภาพเท่าที่ควร ประกอบกับปีที่แล้วเราเจอกับสถานการณ์น้ำท่วม 2 เด้ง คือมีน้ำเข้ามาเติม 2 รอบ ซึ่งหาดใหญ่ไม่เคยเจอเหตุการณ์เช่นนี้มาก่อน จึงทำให้การรับมือเป็นไปค่อนข้างยาก ดังนั้นเราจึงนำเรื่องนี้มาเป็นบทเรียน มาสร้างเครื่องมือคาดการณ์สถานการณ์น้ำฝนล่วงหน้า  ใช้ AI เปลี่ยนน้ำฝนเป็นน้ำท่า สามารถคาดการณ์ได้ว่าน้ำจะขึ้นอย่างไร ขึ้นที่ไหน เพื่อนำไปทำเป็นแผนรับมือได้อย่างเหมาะสม

โครงการที่สอง คือ การพัฒนาศูนย์ข้อมูลกลาง  (One Data)  คือ บูรณาการข้อมูลสารสนเทศด้านสาธารณสุขและภัยพิบัติให้ทุกหน่วยงานใช้ข้อมูลชุดเดียวกันในการตัดสินใจ

โครงการที่สาม การพัฒนาศูนย์พักพิงอัจฉริยะ (Smart Shelter)  คือ พัฒนารูปแบบศูนย์อพยพที่ได้มาตรฐาน มีการจัดการด้านสาธารณสุข และรองรับสถานการณ์ฉุกเฉินได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยการพัฒนาศูนย์พักพิง ไม่ใช่พัฒนาแต่ที่ ม.อ. แต่ควรกระจายการพัฒนาไปตามชุมชน โรงเรียน สถานที่ราชการด้วย และจะต้องมีข้อมูลที่เชื่อมโยงกัน  เช่น สามารถตรวจสอบได้ว่า ใครอพยพเข้ามาบ้าง หรือ ทรัพยากรอะไรขาดแคลนบ้าง

โครงการสุดท้ายการสร้างชุมชนให้เข้มแข็ง คือสร้างความรู้ความเข้าใจและเตรียมความพร้อมให้คนในชุมชนสามารถรับมือกับวิกฤตได้ด้วยตนเอง โดยทำแผน SOP (Standard Operating Procedure) หรือ คู่มือมาตรฐานขั้นตอนการรับมือน้ำท่วม  หรือพูดง่ายๆ คือ ทำให้ประชาชนตระหนักรู้ว่า หากเกิดน้ำท่วมแล้วจะต้องปฏิบัติตัวอย่างไร โดยเน้นชุมชนในพื้นที่น้ำท่วมซ้ำซากประมาณ 40 ชุมชน (7 กลุ่มชุมชน) ทั้งในและรอบนอกเขตเทศบาลนครหาดใหญ่ จัดตั้งกลุ่มจิตอาสาเฝ้าระวังและเผชิญเหตุ และพัฒนาระบบ “บ้านพี่เลี้ยง”ให้มีประสิทธิภาพ  

“สำหรับโครงการณ์ดังกล่าวถือว่าก้าวหน้าไปกว่า 70 เปอร์เซ็นต์แล้ว คาดว่าภายใน 3 เดือน น่าจะดำเนินการได้เต็มระบบ และจะมีการซ้อมแผนเพื่อทดสอบในเดือนกันยายน แต่เราก็ต้องยอมรับว่าการทำงานค่อนข้างแข่งกับเวลา ดังนั้นก็ยังไม่อยากการันตีว่าเทคโนโลยีนี้จะแม่นยำ 100 เปอร์เซ็นต์ แต่ก็เชื่อว่าจะสามารถคาดการณ์ได้ใกล้เคียงที่สุดเท่าที่จะทำได้ “ รศ.ดร.ธนิต กล่าว

ด้าน นายโสภณ ทองไสย หัวหน้าสำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดสงขลา ระบุว่า ในฐานะหน่วยงานผู้ปฏิบัติ โครงการดังกล่าวถือเป็นเรื่องดีที่จะนำมาใช้ให้เกิดประโยชน์ เพราะเราต้องยอมรับว่าปีที่ผ่านมาสถานการณ์น้ำท่วมเกินขีดความสามารถมาก โดยเฉพาะทรัพยากรที่มีจำกัด อีกทั้งตามระเบียบราชการแล้ว หากไม่เกิดภัย ก็จะระดมทรัพยากรมาใช้ไม่ได้ แต่ถ้ามีระบบที่สามารถคาดการณ์ หรือเตือนภัยได้ล่วงหน้าได้อย่างแม่นยำ ก็จะทำให้การรับมือการเตรียมพร้อมมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น  ส่วนการเตรียมพร้อมในปีนี้ ทางปภ. ก็ได้ทำแผนเผชิญเหตุไว้พร้อมแล้ว

นายแพทย์ชรินทร แพทยนันทเวช รองนายกเทศมนตรีนครหาดใหญ่ ระบุเช่นกันว่า น้ำท่วมที่ผ่านมา ปัญหาคือเราขาดแหล่งข้อมูลที่น่าเชื่อถือและรวดเร็ว  เรามีข้อมูลแค่ในพื้นที่ของเรา แต่ขาดการเชื่อมโยงข้อมูลจากพื้นที่โดยรอบ อย่างปีที่แล้วหากเรารู้ว่าต้องเจอกับวิกฤติฝน 300 ปี คงไม่มีทางที่เทศบาลนครหาดใหญ่ จะใช้แผนปกติในการเตรียมรับมือ  ส่วนในปีนี้ทางเทศบาลก็ได้เตรียมพร้อมรับมือ ซึ่งมั่นใจว่าเตรียมได้ดีกว่าทุกครั้ง โดยได้จัดทำโครงการระยะสั้น คือ ขุดลอกขูคลอง จัดซื้อและซ่อมเครื่องสูบน้ำ และเทศบาลยังมีแผนระยะกลางและระยะยาวในการรับมือในอนาคตอย่างยั่งยืนด้วย และสิ่งที่อยากจะเสนออีกเรื่อง คือเราต้องสร้างองค์ความรู้ให้ประชาชนให้ปรับตัวให้อยู่กับน้ำให้ได้  เหมือนเช่นประเทศญี่ปุ่น ที่ปรับตัวและเรียนรู้จนอยู่กับแผ่นดินไหวได้

นายทรงพล จังศิริวัฒนธำรง ประธานหอการค้าจังหวัดสงขลา ระบุว่า อุทกภัยครั้งใหญ่เมื่อปลายปี 2568 ส่งผลให้เศรษฐกิจเมืองหาดใหญ่หยุดชะงัก สูญเสียรายได้จากการท่องเที่ยว การค้าอย่างมหาศาล ซึ่งสิ่งที่ภาคเอกชนยังกังวัล คืออยากให้รัฐหามาตรการเรียกความเชื่อมั่นนักลงทุน ให้กลับมาให้ได้ โดยเฉพาะอำเภอหาดใหญ่ ถือเป็นเมืองศูนย์กลางในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของภาคใต้ ซึ่งเบื้องต้นเราได้ยื่นข้อเสนอเร่งด่วน 3 ข้อต่อรัฐบาล ได้แก่ การให้นายกรัฐมนตรีลงพื้นที่หาดใหญ่เพื่อติดตามสถานการณ์และสร้างความเชื่อมั่น  การจัดตั้ง War Room บริหารจัดการน้ำจังหวัดสงขลา โดยมีรองนายกรัฐมนตรีเป็นประธานเพื่อบูรณาการการทำงานของทุกหน่วยงาน และการเร่งอนุมัติงบประมาณโครงการสำคัญด้านการป้องกันน้ำท่วมก่อนเข้าสู่ฤดูมรสุม

ท้ายที่สุด การรับมืออุทกภัยจะประสบความสำเร็จได้ ไม่ใช่ภารกิจของหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่ง และไม่ได้ขึ้นอยู่กับเทคโนโลยีเพียงอย่างเดียว แต่ต้องอาศัยการบูรณาการข้อมูล การวางแผนที่รอบด้าน และความร่วมมือจากทุกภาคส่วน เพื่อเปลี่ยนบทเรียนจากความสูญเสียให้เป็นพลังเผชิญทุกความท้าทายในอนาคต

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *