บางทีหาดใหญ่อาจไม่ได้เงียบ แต่กำลังเปลี่ยนรูปแบบการเติบโต

ช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา เกิดการถกเถียงแลกเปลี่ยนในสื่อโซเชียลท้องถิ่น หลังมีผู้ตั้งคำถามว่า “ทำไมหาดใหญ่เงียบจัง?”

บางคนเห็นด้วย เพราะรู้สึกว่าขายของยาก ลูกค้าหาย ผู้คนไม่คึกคักเหมือนในอดีต ขณะที่บางคนกลับมองอีกมุมว่า หาดใหญ่ไม่ได้เงียบเลย โดยเฉพาะในช่วงวันหยุดที่ยังมีนักท่องเที่ยวชาวมาเลเซียเดินทางเข้ามาจำนวนมาก
คำถามสำคัญอาจไม่ใช่เพียงว่า “หาดใหญ่เงียบหรือไม่” แต่คือ วันนี้ศูนย์กลางเศรษฐกิจของภาคใต้ตอนล่างกำลังถูกขับเคลื่อนด้วยอะไร เปลี่ยนแปลงจากจุดแข็งเดิมของเมืองไปบ้างหรือไม่อย่างไร

มุมมองของ คุณศิวัฒน์ สุวรรณวงศ์ กรรมการผู้จัดการโรงแรมบุรีศรีภูบูติกโฮเตล ประธานสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวจังหวัดสงขลา และรองประธานหอการค้าจังหวัดสงขลา ซึ่งให้สัมภาษณ์ในรายการสภากาแฟเมื่อวันอังคารที่ 28 กรกฎาคม 2569 มองว่า ความรู้สึกว่า”หาดใหญ่เงียบ” ส่วนหนึ่งอาจเกิดจากการใช้ภาพจำในอดีตมาอธิบายเมืองในปัจจุบัน เมื่อก่อน นักท่องเที่ยวของหาดใหญ่เดินทางเป็นกลุ่มใหญ่ด้วยรถบัส พักย่านใจกลางเมือง กระจุกตัวบริเวณถนนสาย 1-3 ภาพของผู้คนจำนวนมากบนถนนจึงทำให้เมืองดูคึกคักอย่างชัดเจน แต่หลังสถานการณ์โควิด-19 พฤติกรรมนักท่องเที่ยวเปลี่ยนไปอย่างมาก เดินทางด้วยรถยนต์ส่วนตัวมากขึ้น วางแผนการเดินทางด้วยตนเอง ใช้เทคโนโลยีอย่าง Google Maps หรือ Grab หรือแม้แต่ค้นหาร้านอาหาร คาเฟ่ และสถานที่ต่าง ๆ นักท่องเที่ยวจึงไม่ได้อยู่เฉพาะในย่านดาวน์ทาวน์เหมือนในอดีต แต่กระจายตัวไปตามชุมชน ร้านค้า และคาเฟ่รอบเมือง ดังนั้น ภาพถนนบางสายที่ดูเงียบ อาจไม่ได้หมายความว่าทั้งเมืองไม่มีผู้คน แต่อาจหมายถึงว่า กิจกรรมทางเศรษฐกิจของหาดใหญ่กำลังกระจายตัว และไม่ได้ปรากฏให้เห็นในจุดเดิมอีกต่อไป

หาดใหญ่ “Weekend Market” เมืองแห่งวันหยุดสุดสัปดาห์นทท.มาเลย์

อีกหนึ่งมุมมองที่น่าสนใจคือ ทัศนะของคุณศิวัฒน์ไม่ได้มองหาดใหญ่เป็น “เมืองท่องเที่ยว” ในความหมายเดียวกับภูเก็ตหรือเชียงใหม่ เพราะตลอดหลายสิบปีที่ผ่านมา นักท่องเที่ยวหลักของหาดใหญ่ส่วนใหญ่เป็นชาวมาเลเซีย โดยเฉพาะประชาชนจากรัฐทางตอนเหนือที่สามารถขับรถข้ามชายแดนเข้ามารับประทานอาหาร จับจ่ายซื้อสินค้า พักผ่อน และเดินทางกลับได้ในช่วงสุดสัปดาห์ หาดใหญ่จึงมีลักษณะคล้าย “Weekend Market” หรือเมืองแห่งวันหยุดสุดสัปดาห์ของชาวมาเลเซียตอนเหนือมากกว่าจะเป็นจุดหมายปลายทางของนักท่องเที่ยวจากทั่วโลก คุณศิวัฒน์มองว่าหาดใหญ่ไม่ใช่ภูเก็ต และไม่จำเป็นต้องเป็น และยังเสนอมุมมองการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวอย่างน่าสนใจอีกว่า การที่เมืองไม่ได้มีนักท่องเที่ยวหนาแน่นตลอดทั้งสัปดาห์ ทำให้การพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวประดิษฐ์ที่ต้องใช้เงินลงทุนสูง เช่น สวนน้ำหรือสวนสนุก อาจไม่สามารถใช้แนวทางเดียวกับเมืองที่มีนักท่องเที่ยวหมุนเวียนทุกวันได้
จากเมืองทางผ่าน สู่ “จุดแวะพักที่มีคุณค่า”
ด้วยทำเลที่เป็นประตูเชื่อมต่อชายแดนและจังหวัดต่าง ๆ ในภาคใต้ หาดใหญ่มีสถานะเป็นทั้งเมืองหน้าด่าน ศูนย์กลางการเดินทาง และจุดแวะพักของนักท่องเที่ยวที่กำลังเดินทางต่อไปยังเกาะหลีเป๊ะ ปัตตานี พัทลุง หรือพื้นที่อื่น ๆ แต่ในยุคที่นักท่องเที่ยวสามารถเดินทางข้ามเมืองได้สะดวกขึ้น หาดใหญ่ไม่สามารถหวังเพียงให้ผู้คน “จำเป็นต้องแวะ” เหมือนในอดีตเมืองต้องสร้างเหตุผลให้ผู้คน “อยากแวะ”

แนวคิดเรื่อง “Value Added Stopover”ของคุณศิวัฒน์ คือจุดแวะพักที่มีคุณค่า ด้วยการนำต้นทุนที่เมืองมีอยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นอาหาร คาเฟ่คุณภาพ ชีวิตยามค่ำคืน บริการสุขภาพ โรงแรม และความสะดวกในการเดินทาง มาสร้างเป็นประสบการณ์ที่ทำให้นักท่องเที่ยวรู้สึกว่าการหยุดพักในหาดใหญ่มีความคุ้มค่า หาดใหญ่จึงไม่จำเป็นต้องแข่งขันกับกระบี่ พัทลุง หรือสตูล แต่สามารถทำหน้าที่เป็นจุดเริ่มต้น จุดเชื่อมต่อ และจุดพักทั้งในขาไปและขากลับ โดยสร้างเส้นทางท่องเที่ยวที่แบ่งปันรายได้ระหว่างพื้นที่เมืองรอบข้างจึงไม่ควรถูกมองเป็นคู่แข่ง แต่ควรเป็นพาร์ทเนอร์ที่ร่วมกันสร้างมูลค่า

โอกาสสำคัญของหาดใหญ่อยู่ที่ “MICE City”

นอกจากนักท่องเที่ยวช่วงสุดสัปดาห์ อีกหนึ่งตัวตนสำคัญของหาดใหญ่คือการเป็น เมืองแห่งการประชุม สัมมนา และการ
เดินทางเพื่อธุรกิจ หรือ MICE City ด้วยเหตุที่หาดใหญ่เป็นศูนย์กลางของหน่วยงานราชการ สถาบันการศึกษา การแพทย์ แหล่งเงินทุน อสังหาริมทรัพย์ และอุตสาหกรรมเกษตรของภาคใต้ จึงมีผู้คนเดินทางเข้ามาทำงาน ประชุม จัดกิจกรรม และติดต่อธุรกิจตลอดทั้งปี ลูกค้ากลุ่มนี้อาจไม่ได้ปรากฏตัวตามแหล่งท่องเที่ยวอย่างชัดเจน แต่เป็นกลุ่มที่สร้างรายได้ให้กับโรงแรม ร้านอาหาร บริษัทจัดงาน รถรับส่ง และธุรกิจบริการอย่างต่อเนื่อง

ในฐานะผู้บริหารโรงแรมบุรีศรีภู คุณศิวัฒน์เองก็จึงวางตำแหน่งโรงแรมให้เป็น MICE Hotel รองรับทั้งการประชุม การจัดงาน และนักเดินทางกลุ่มธุรกิจที่ต้องการผสมผสานการทำงานกับการพักผ่อน หรือ Bleisure โดยแนวคิดในการให้บริการของโรงแรมจึงไม่ใช่เพียงการ “ขายห้องพัก” แต่คือการ “ขายความสำเร็จให้ลูกค้า”ทีมงานต้องทำหน้าที่คล้ายที่ปรึกษา เข้าใจวัตถุประสงค์ของการประชุมหรืออีเวนต์ และออกแบบบริการเพื่อช่วยให้งานของลูกค้าบรรลุเป้าหมาย ตั้งแต่ห้องประชุมที่ได้มาตรฐาน ระบบอินเทอร์เน็ตที่เสถียร ห้องพักที่เหมาะกับการทำงาน ไปจนถึงบริการจัดเลี้ยงนอกสถานที่

ในวันที่ที่พักมีมากกว่าความต้องการ ทุกธุรกิจต้องหา “เผ่าพันธุ์” ของตัวเอง

มุมมองของคุณศิวัฒน์มองว่า ท่ามกลางการแข่งขันและภาวะที่จำนวนห้องพักอาจมีมากกว่าความต้องการ ผู้ประกอบการไม่สามารถขายสินค้าแบบเดียวกันให้กับทุกคนได้อีกต่อไป ธุรกิจต้องรู้ว่าตัวเองกำลังให้บริการใคร มีความเชี่ยวชาญด้านใด และลูกค้ากลุ่มใดที่จะเลือกมาใช้บริการเพราะเชื่อมั่นในจุดยืนของธุรกิจ คุณศิวัฒน์เรียกแนวคิดนี้ว่า การสร้าง “เผ่าพันธุ์” หรือ Tribes ของตัวเอง โรงแรมบางแห่งอาจเหมาะกับครอบครัว บางแห่งเหมาะกับนักท่องเที่ยวรุ่นใหม่ บางแห่งเด่นด้านสุขภาพ ขณะที่บางแห่งเชี่ยวชาญเรื่องการประชุมและอีเวนต์ ผู้ประกอบการจึงไม่จำเป็นต้องแข่งขันกันทุกด้าน แต่ต้องสร้างเสน่ห์เฉพาะตัวให้ชัดเจนมากพอที่จะทำให้ลูกค้าบางกลุ่มรู้สึกว่า “ที่นี่สร้างมาเพื่อเรา”

ในทำนองเดียวกัน บริษัททัวร์แบบเดิมควรพิจารณาปรับบทบาทจากผู้ขายแพ็กเกจ มาเป็น Destination Management Company หรือ DMC ที่ใช้ความรู้ในพื้นที่ออกแบบประสบการณ์ให้กลุ่มองค์กร การประชุม กิจกรรม CSR และนักเดินทางที่ต้องการบริการเฉพาะทาง สิ่งที่คนในพื้นที่ขายได้จึงไม่ใช่เพียงรถ ห้องพัก หรือเส้นทางท่องเที่ยว แต่คือความรู้ ความปลอดภัย การประสานงาน และความสามารถในการทำให้ภารกิจของลูกค้าสำเร็จ

บางทีหาดใหญ่อาจไม่ได้เงียบ แต่กำลังเปลี่ยนรูปแบบการเติบโต

เสียงสะท้อนจากผู้ประกอบการที่บอกว่าขายของยาก เป็นความจริงที่ไม่ควรถูกมองข้าม ขณะเดียวกัน ภาพนักท่องเที่ยวมาเลเซียจำนวนมากในช่วงวันหยุดก็เป็นความจริงเช่นกัน สองสิ่งนี้สามารถเกิดขึ้นพร้อมกันได้ เมืองอาจมีนักท่องเที่ยว แต่ร้านค้าบางแห่งอาจยังเข้าไม่ถึงนักท่องเที่ยวกลุ่มใหม่ เมืองอาจมีคนเดินทางเข้ามามาก แต่พวกเขาอาจไม่ได้ใช้บริการในสถานที่เดิม หรือใช้จ่ายในรูปแบบเดิมเหมือนเมื่อสิบปีก่อน คำถามจึงอาจไม่ใช่เพียงว่า “วันนี้หาดใหญ่มีคนหรือไม่มีคน”แต่อาจต้องถามต่อว่า คนที่เข้ามาในเมืองเป็นใคร เข้ามาด้วยเหตุผลอะไร กระจายตัวอยู่ที่ไหน และธุรกิจของเรายังตอบโจทย์วิถีการเดินทางแบบใหม่ของพวกเขาหรือไม่

มุมมองของคุณศิวัฒน์ชวนให้เห็นว่า หาดใหญ่ไม่จำเป็นต้องพยายามเป็นเมืองอื่น แต่ควรเข้าใจและภาคภูมิใจกับตัวตนของตนเอง ทั้งในฐานะเมืองธุรกิจ เมืองแห่งการประชุม ตลาดวันหยุดของนักท่องเที่ยวมาเลเซีย และจุดแวะพักที่สามารถเติมคุณค่าให้กับการเดินทางเพราะอนาคตของหาดใหญ่อาจไม่ได้อยู่ที่การทำให้เมืองกลับไปคึกคัก “เหมือนเมื่อก่อน”แต่อยู่ที่การมองให้ออกว่า เมืองกำลังเปลี่ยนไปทางไหน และเราจะเปลี่ยนตามให้ทันได้อย่างไร

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *