” ทีมวิจัยเหมือนทีมฟุตบอล ทีมเดียวกัน ล้มเหลวด้วยกัน สำเร็จด้วยกัน” รศ.ดร.เอกวิภู กาลกรณ์สุรปราณี อาจารย์ผู้สร้างนวัตกรรม เปลี่ยนโฉมยางพาราไทย

ในโลกของงานวิจัย หลายคนอาจมีภาพจำถึงห้องแล็บที่เงียบขรึม เครื่องมือซับซ้อน และสมการที่ห่างไกลจากชีวิตประจำวัน แต่สำหรับ รองศาสตราจารย์ ดร.เอกวิภู กาลกรณ์สุรปราณี คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยและพัฒนานวัตกรรมยางพารา งานวิจัยไม่ต่างกับการแข่งขันฟุตบอล ทุกชัยชนะต้องมีแผนการเล่น กองหน้าที่แข็งขัน กองหลังที่หนักแน่น ที่สำคัญ ไม่มีใครชนะได้เพียงลำพัง

ก่อนจะเป็นอาจารย์และนักวิจัยผู้สร้างนวัตกรรมให้วงการยางพาราไทย อาจารย์เอกวิภูเคยเป็นเด็กคนหนึ่งที่หลงใหลในลูกฟุตบอลและใฝ่ฝันอยากเป็นนักเตะอาชีพ ทว่าในยุคที่เส้นทางนักฟุตบอลยังไม่เปิดกว้างดังเช่นวันนี้ ชีวิตจึงหันเหเข้าสู่อีกสนามหนึ่งในชีวิตที่ท้าทายไม่แพ้กัน นั่นคือ สนามของวิทยาศาสตร์ การสอนและการวิจัย

จากเด็กที่บอกตัวเองว่า “เรียนไม่เก่ง” สู่การค้นพบตัวเอง

อ.เอกวิภู เติบโตและเรียนมัธยมต้นที่อำเภอสุไหงโกลก จังหวัดนราธิวาส ช่วงเวลานั้นอาจารย์เคยมองตัวเองว่าเป็นเด็กเรียนเก่งคนหนึ่ง เพราะอยู่ห้องเรียนดีมาตลอด กระทั่งย้ายมาเรียนระดับมัธยมปลายที่โรงเรียนมหาวชิราวุธ กลับได้ค้นพบความจริงบางอย่างเกี่ยวกับตัวเองว่า “ เราไม่ได้เรียนเก่งเลย อยู่แค่ระดับกลางๆ ค่อนไปทางไม่ดีด้วยซ้ำ เคมีก็ไม่ได้เก่งเลย แต่ใครจะคิดว่า ปัจจุบันต้องเป็นอาจารย์สอนเคมีพอลิเมอร์ “

การค้นพบว่าตัวเองไม่เก่งในวันนั้น กลับกลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ เป็นแรงผลักดัน ไม่ใช่การยอมแพ้ แต่คือการพัฒนาตัวเองอย่างจริงจัง  และเมื่อถึงเวลาต้องเลือกเรียนต่อ จึงตัดสินใจศึกษาด้านเทคโนโลยียางและพอลิเมอร์ ที่มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี

ยางพาราไม่ใช่ความผูกพัน…แต่กลายเป็นความท้าทายที่เลือกเอง”

การเลือกเรียนด้านยางพาราของอาจารย์ ไม่ได้เริ่มจากความผูกพันในครอบครัว เพราะครอบครัวอาจารย์ไม่มีสวนยาง และไม่ได้มีพื้นฐานจากธุรกิจยางมาก่อน เหตุผลวันนั้นเรียบง่ายเพียงว่า หลักสูตรนี้เปิดสอนไม่กี่แห่งในประเทศไทย น่าจะสร้างความแตกต่างและโอกาสให้กับชีวิตหลังสำเร็จการศึกษา  แต่เมื่อได้เรียนรู้จริงกลับพบว่า ยางพาราไม่ได้มีเพียงเรื่องวัตถุดิบและกระบวนการผลิต แต่ยังซ่อนโจทย์อีกมากมายให้ค้นหาและรอคำตอบ โดยเฉพาะคำถามสำคัญและโจทย์ที่ใหญ่ที่สุดว่า ประเทศไทยจะเป็นได้แค่ “ผู้ผลิต” หรือจะก้าวขึ้นเป็น “ผู้สร้างองค์ความรู้” จากยางพาราได้ด้วย

ตกหลุมรักอาชีพ “นักวิจัย” กับการเบนเข็มสู่ “อาจารย์” 

เดิมทีอาจารย์เอกวิภูวางแผนว่าหลังเรียนจบจะทำงานในโรงงานอุตสาหกรรม แต่โอกาสได้รับทุนศึกษาต่อระดับปริญญาโท ทำให้ตัดสินใจท้าทายตัวเองอีกครั้ง  และการตัดสินใจครั้งนั้นก็ประตูสู่โลกใบใหม่คือการทำวิจัย

“การทำวิจัยคือการค้นพบสิ่งใหม่ ที่คนไม่เคยรู้มาก่อน” คือเสน่ห์ของการค้นหาและความสุขเมื่อพบคำตอบ ทำให้อาจารย์ตกหลุมรักอาชีพนักวิจัย ขณะเดียวกันภาพของอาจารย์หลายคนที่ทุ่มเททั้งการสอนและสร้างองค์ความรู้ ก็จุดประกายให้เลือกเดินบนเส้นทางการเป็นการอาจารย์ด้วย

ทว่าห้องเรียนวันแรกกลับไม่เป็นอย่างที่คาด สไลด์ที่เตรียมจำนวนมากสำหรับการสอนสองชั่วโมง แต่กลับบรรยายหมดภายในเวลาหนึ่งชั่วโมง ความผิดพลาดครั้งนั้นสอนบทเรียนสำคัญว่า  การสอนไม่ใช่การถ่ายทอดทุกสิ่งที่ตัวเองรู้ให้หมด แต่ต้องรู้ก่อนว่า ต้องการพาผู้เรียนไปถึงจุดไหน และหลักคิดนี้ ไม่ได้ใช้แค่กับการสอน  แต่กลายเป็นวิธีคิดในการทำงานวิจัยด้วย

ความล้มเหลว…คือความสำเร็จอีกแบบหนึ่ง”

คนทั่วไปชอบมองว่างานวิจัยถ้าทำแล้วไม่สำเร็จคือล้มเหลว แต่สำหรับผม “ความล้มเหลวคือความสำเร็จ” มันสำเร็จตรงที่เราได้รู้ว่าสิ่งที่เราคิดมันไม่ถูก เราจะไม่ทำซ้ำ และเอาประสบการณ์นั้นมาปรับปรุงเพื่อไปให้ถึงเป้าหมาย

ทุกครั้งที่ผิดพลาด จึงไม่ได้หมายความว่างานวิจัยล้มเหลว  แต่หมายถึงเราได้รู้เพิ่มขึ้นอีกหนึ่งอย่างว่า “วิธีนี้ไม่ใช่” และปกติการทำงานวิจัยของผม จะกำหนดเป้าหมายทีละขั้น คือไปให้ถึงจุดหนึ่ง แล้วเรียนรู้จากสิ่งที่เกิดขึ้น แล้วค่อยเดินต่อไปยังจุดถัดไป เพราะเป้าหมายอาจเหมือนเดิม แต่เส้นทางไปถึงเป้าหมายนั้นเปลี่ยนได้เสมอ

จากงานวิจัยในห้องแล็บ สู่ผลิตภัณฑ์ที่ใช้ได้จริง

ตลอดเส้นทางนักวิจัย อาจารย์เอกวิภูมีผลงานตีพิมพ์มากกว่า 90 เรื่อง แต่สิ่งที่อาจารย์ให้คุณค่ากลับไม่ใช่จำนวน

“ผมมีงานที่ใช้ประโยชน์ได้จริง มี impact จริง 3–4 เรื่องเท่านั้นเอง แต่ผมคิดว่ามันมีความสุขมากๆ  จำนวนผลงานไม่ใช่ตัวชี้วัดความสุข แต่สิ่งที่มีความหมายกว่าคือ วันที่องค์ความรู้จากห้องแล็บ ถูกนำไปใช้ประโยชน์ได้จริง”

หนึ่งในผลงานที่ภาคภูมิใจ คือแผ่นทวารเทียม หรือ Skin Barrier จากยางพารา ทีมวิจัยใช้เวลาหลายปีพัฒนาและแก้ปัญหาการจัดการวัตถุดิบ จนสามารถลดการพึ่งพาผลิตภัณฑ์นำเข้า เปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการ SME ไทยเข้ามาผลิต และกระจายผลิตภัณฑ์สู่โรงพยาบาลที่ให้บริการผู้ใช้สิทธิหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ โดยมีการใช้งานต่อเนื่อง มาแล้ว 3 ปี

 งานวิจัยก็เหมือนฟุตบอล ต้องเล่นเป็นทีม”

แม้วันนี้ชีวิตส่วนใหญ่จะอยู่ในห้องปฏิบัติการ แต่ฟุตบอลยังไม่เคยเลือนหายไปจากหัวใจ ความชอบในวัยเด็กกลายเป็นหลักคิดในการบริหารทีมวิจัย “ทีมวิจัยก็เหมือนทีมฟุตบอล คนเราไม่ได้ถนัดเหมือนกันหมด ตอนนี้ตัวผมเป็นเหมือนโค้ชหรือผู้จัดการทีม ที่ต้องแบ่งหน้าที่ให้ชัดเจน ว่าใครเป็นกองหน้าสร้างสรรค์งาน ใครเป็นกองหลังคอยดูแลเรื่องการเงินและระเบียบที่ไม่ควรพลาด และเมื่อเป็นทีมเดียวกัน ความสำเร็จก็ไม่ใช่ของใครคนใดคนหนึ่ง “ล้มเหลวก็ล้มด้วยกัน สำเร็จก็สำเร็จด้วยกัน”

ผมยังมีหลักคิด 4E ที่อยากส่งต่อไปยังนักศึกษาหรือนักวิจัยรุ่นใหม่ คือ

  • Explore: ออกไปข้างนอก ออกไปหาปัญหาจริงในอุตสาหกรรมหรือชุมชน
  • Experiment: ตั้งโจทย์แล้วลงมือทดลองทำ วิจัยคือการ Re-Search ค้นหาซ้ำๆ อย่ากลัวล้มเหลว
  • Experience: เก็บเกี่ยวประสบการณ์ นำสิ่งที่เคยผิดพลาดมาเรียนรู้เพื่อไม่ทำซ้ำ
  • Engage: สร้างความร่วมมือ เพราะไม่มีใครเก่งทุกอย่างแต่เราสามารถเชื่อมต่อความเก่งของแต่ละคนเข้าด้วยกันได้

“เป้าหมายสูงสุดในชีวิตอาจารย์” 3 เหรียญทองโอลิมปิก

เมื่อเดินทางมาเกินครึ่งชีวิตของการทำงาน ความฝันของอาจารย์เอกวิภูไม่ได้หยุดอยู่ที่ผลงานวิจัย หากอยู่ที่คำว่า “สร้างคน” ตั้งเป้าว่าอยากสร้างลูกศิษย์ระดับปริญญาเอกให้ได้ 3 คน ซึ่งเปรียบเหมือน “3 เหรียญทองโอลิมปิก” ของตัวเอง วันนี้เป้าหมายนั้นสำเร็จแล้ว และลูกศิษย์ทั้ง 3 คนนี้เปรียบเสมือนตัวคูณที่จะนำวิธีคิด แนวทางการทำงาน และเจตนารมณ์ที่ดีไปส่งต่อและสร้างประโยชน์ให้กับสังคมต่อไป

บทบาทของอาจารย์ค่อยๆขยับจาก “คนทำวิจัย” เป็น “ผู้เชื่อมโจทย์วิจัย” นำปัญหาจริงจากภาคอุตสาหกรรมกลับมาสู่นักวิจัย  เพื่อให้โจทย์คมชัดขึ้น ย่นระยะทางระหว่างองค์ความรู้กับการใช้ประโยชน์จริงให้สั้นลง

นอกจากนั้นความฝันของอาจารย์เอกวิภูยังไกลกว่านั้น เขาอยากเห็นองค์ความรู้ช่วยให้ SME ไทยเติบโต และเชื่อว่างานวิจัยที่มีคุณค่าไม่จำเป็นต้องสร้างรายได้เป็นตัวเงินเสมอไป   เช่น งานด้านนิติวิทยาศาสตร์ที่ประยุกต์ความรู้ด้านพอลิเมอร์ช่วยตรวจสอบบุคคลสูญหาย แม้อาจเกิดขึ้นไม่กี่กรณีในหนึ่งปี แต่คุณค่าที่มอบคืนให้ครอบครัวและสังคม ไม่อาจประเมินเป็นตัวเลขได้ และปลายทางที่ต้องเดินต่อคือการใช้เทคโนโลยียกระดับรายได้และคุณภาพชีวิตของเกษตรกรผู้ผลิตยางและชุมชน

เบื้องหลังความสำเร็จ ไม่ได้เดินมาเพียงลำพัง

เบื้องหลังเส้นทางนักวิจัยของอาจารย์เอกวิภู มีบุคคลสำคัญหลายท่านที่เป็นทั้งต้นแบบและผู้เปลี่ยนมุมมองในการทำงาน ไม่ว่าจะเป็นอาจารย์เจริญ นาคะสรรค์  เป็นต้นแบบด้านการเขียนงานวิจัยและความสม่ำเสมอในการทำงาน  อาจารย์อาซีซัน แกสมาน ผู้เปิดมุมมองให้กล้าที่จะเดินเข้าไปหาโจทย์จากโรงงานและชุมชน ด้วยความคิดเชื่อว่า หากเริ่มต้นด้วยเจตนาดีเพื่อช่วยเหลือ แม้ผลลัพธ์จะไม่เป็นดังใจ อย่างน้อยก็ได้เรียนรู้และก้าวข้ามข้อจำกัดของตัวเอง และอาจารย์อัครวิทย์ กาญจนโอภาส ผู้จุดประกายให้มองงานวิจัยไกลกว่าการตีพิมพ์ผลงาน ไปจนถึงการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญา การรักษาองค์ความรู้ และการสร้างมูลค่าด้วยนวัตกรรม

เหนือสิ่งอื่นใดคือ ครอบครัว ผู้คอยสนับสนุนอยู่เบื้องหลัง แม้งานวิจัยและการทำงานเพื่อสังคมจะต้องแลกมาด้วยเวลาและพลังไม่น้อย ความสำเร็จจึงไม่ใช่เรื่องของคนคนเดียว หากประกอบขึ้นด้วยครูผู้จุดประกาย ถ่ายทอด ครอบครัวผู้สนับสนุนโอบอุ้ม ตลอดจนภาคอุตสาหกรรมและชุมชนที่มอบโจทย์จริงจนกลายเป็นงานวิจัยที่สร้างประโยชน์ให้กับสังคมและยางพาราไทย

จากเด็กที่เคยฝันอยากเป็นนักฟุตบอล
จากคนที่เคยบอกว่า “เคมีไม่ได้เก่ง”
จากนักศึกษาที่เริ่มต้นเรียนเทคโนโลยียางเพราะต้องการสร้างความแตกต่าง

วันนี้เขากลายเป็นอาจารย์และนักวิจัยที่เชื่อว่า งานวิจัยที่ดีไม่ควรหยุดอยู่บนหิ้ง และความสำเร็จที่แท้จริงไม่ควรวัดด้วยตัวเลขเพียงอย่างเดียวเพราะสิ่งสำคัญที่สุด คือการทำให้ความรู้เดินทางไปถึงผู้คน และทำให้คนรุ่นต่อไปสามารถเดินต่อได้ด้วยตัวเอง และ “การสอนที่ดีที่สุด คือการทำให้ดู”

รองศาสตราจารย์ ดร.เอกวิภู กาลกรณ์สุรปราณี

คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์

อาจารย์ตัวอย่างดีเด่นด้านการวิจัยและนวัตกรรม

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *