วันศุกร์ที่ 16 มกราคม พ.ศ. 2569 ที่ผ่านมา ณ ห้องประชุมอาคารศรีเกียรติพัฒน์ องค์การบริหารส่วนจังหวัดสงขลา (อบจ.สงขลา) อบจ.สงขลา จัดงานแถลงข่าวถ่ายโอนโครงการรถไฟฟ้ารางเดี่ยว (Monorail) อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ให้การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) รับช่วงต่อในการดำเนินโครงการ หลังมีการผลักดันศึกษาตั้งแต่ พ.ศ. 2557 เป็นต้นมา
ดร.นครินทร์ สัทธรรมนุวงศ์ สำนักวิจัยและบริการวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี ในฐานะหัวหน้าโครงการศึกษาการดำเนินโครงการโมโนเรล อำเภอหาดใหญ่ กล่าวถึงรายละเอียดจากผลการศึกษาว่า ได้เลือกดำเนินการในเส้นทางที่คาดการณ์ว่าจะมีผู้ใช้บริการมากที่สุดตามเส้นทางแนวถนนจากพื้นที่สถานีขนส่งอำเภอหาดใหญ่แห่งที่ 2 ถึงแยกคลองหวะ ระยะทาง 12.54 กิโลเมตร ทั้งหมด 12 สถานี และ 3 พื้นที่จุดจอดรถเพื่อใช้บริการรถไฟฟ้า ภายใต้งบประมาณ 17,586 ล้านบาท (1.75 หมื่นล้านบาท)
ดร.นครินทร์ยกตัวอย่างอ้างอิงถึงรถไฟฟ้าสายสีเหลืองและสายสีชมพูในพื้นที่กรุงเทพมหานครซึ่งเป็นตัวอย่างโครงการรถไฟฟ้ารางเดี่ยวในประเทศไทย

ดร.นครินทร์กล่าวว่าหากก่อสร้างแล้วเสร็จอาจกำหนดค่าโดยสารในราคา 20-23 บาทตลอดสาย คาดการณ์ว่ามีผู้ใช้งานราว 25,000-30,000 คนต่อวัน ซึ่งในเส้นทางดังกล่าวมีกลุ่มนักเรียน-นักศึกษาตามสถานศึกษาแนวเส้นทาง รวมถึงมองว่าตอบโจทย์ต่อการแก้ไขปัญหารถติดและความสะดวกของนักท่องเที่ยว
เหตุผลการถ่ายโอนและกรอบกฎหมาย หลัง อบจ.สงขลาผลักดันเกือบ 10 ปี
นายฉัตรเพชร ครุอำโพธิ์ รองนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดสงขลา กล่าวถึงที่มาของการผลักดันระบบขนส่งมวลชนโดยระบบราง (โมโนเรล) เพื่อแก้ไขปัญหาและลดผลกระทบทางการจราจรที่ติดขัด จึงมีแนวคิดดำเนินโครงการตั้งแต่ พ.ศ. 2557 เพื่อรองรับความต้องการเดินทางในตัวเมืองหาดใหญ่
องค์การบริหารส่วนจังหวัดสงขลาในสมัยนั้นจึงได้ว่าจ้างมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรีเพื่อศึกษากำหนดเส้นทางสถานีรถตู้ตลาดเกษตรถึงแยกคลองหวะ 12.5 กม. ในมูลค่าโครงการ 17,586 ล้านบาท แจงออกแบบรายละเอียด และมีผลการเห็นชอบการศึกษาผลกระทบทางสิ่งแวดล้อม (EIA) แล้ว เมื่อวันที่ 25 มกราคม 2564 และได้ขออนุมัติดำเนินการโครงการผ่านกระทรวงมหาดไทย
นายฉัตรเพชรชี้แจงเพิ่มเติมว่า ปี พ.ศ.2568 สำนักงบประมาณให้คำแนะนำว่า อบจ.สงขลาควรถ่ายโอนโครงการให้ การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) เป็นผู้ดำเนินงานเนื่องจากความพร้อมด้านงบประมาณที่มากกว่า เพื่อผลักดันโครงการให้สามารถดำเนินการได้อย่างต่อเนื่อง
นายกาจผจญ อุดมธรรมภักดี ผู้ว่าการรถไฟขนส่งมวลชนแห่ง (รฟม.) กล่าวว่ากฎหมายให้อำนาจ รฟม. ในการดำเนินโครงการพื้นที่อื่นนอกจากกรุงเทพ-ปริมณฑล แต่ต้องมีพระราชกฤษฎีกาอนุญาตให้ดำเนินการ
ผู้ว่าการ รฟม. กล่าวว่าก่อนจะดำเนินการรถไฟฟ้าแต่ละสายต้องมีการศึกษาโดยใช้เวลาหลายปี ทั้งกฎหมายสิ่งแวดล้อม กฎหมายการลงทุน กฎหมายส่วนกลาง รวมถึงงบประมาณในการดำเนินโครงการและตนมองว่าเมื่ออบจ.สงขลาได้ศึกษามาแล้ว จึงได้นำเอกสารรายงานมาทบทวนตามความจำเป็นและต่อยอด และได้รับการอนุมัติจากบอร์ดรฟม. ที่มีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม นายพิพัฒน์ รัชกิจประการเป็นประธาน
และได้ริเริ่มกระบวนการรับฟังความคิดเห็น พ.ร.ฎ. เมื่อช่วงเดือนธันวาคม พ.ศ.2568 ที่ผ่านมา และกล่าวว่าได้รับความคิดเห็น เมื่อ พ.ร.ฎ. ได้รับการเสนอต่อคณะรัฐมนตรีและได้รับการเห็นชอบแล้ว รฟม. จะมีอำนาจเต็มในการดำเนินการโครงการต่อไป
ทบทวนรายงานศึกษา ปรับตามบริบท
นายสาโรจน์ ต.สุวรรณ รองผู้ว่า รฟม. ในฐานะผู้รับผิดชอบด้านเทคนิคกล่าวว่าการแถลงข่าวในวันนี้ (16 มกราคม 2569) เป็นการแถลงข่าวรับมอบแบบอย่างเป็นทางการ และมีคณะทำงานลงพื้นที่ตรวจสอบพื้นที่ตามโครงการที่ออกแบบเนื่องจากบริบทช่วงเวลาอาจต่างไปจากช่วงที่มีการศึกษา และพบว่าตลอดเส้นทางมีถนนที่มีเกาะกลางถนน จึงเป็นพื้นที่ปักเสาโครงการเพื่อไม่ไปรบกวนการจราจรในปัจจุบัน
อย่างไรก็ตาม ตามแบบแต่ละเส้น รฟม. มีชุดการออกแบบรวมถึงมาตรฐานความปลอดภัย และต้องตรวจสอบในรายละเอียดว่าสิ่งที่ออกแบบไว้เป็นไปตามมาตรฐานในปัจจุบันของ รฟม. หรือไม่ และจะดำเนินการตรวจสอบเพื่อปรับปรุงรายละเอียดให้เหมาะสมต่อไป
สรุปรายละเอียดผลการศึกษาของมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) แนวทางการพัฒนาโครงการ ดังนี้
- รูปแบบ: ระบบรถไฟฟ้ารางเดี่ยว (Monorail)
- เส้นทางเดินรถ: 12.5 กิโลเมตร จาก สถานีรถตู้ตลาดเกษตร-แยกคลองหวะ ระยะทาง 12.5 กิโลเมตร
- งบประมาณ 17,586 ล้านบาท
- สถานะปัจจุบัน: ผ่านความเห็นชอบรายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) เมื่อปีพ.ศ. 2564









