มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ เปิดงานเกษตรภาคใต้ ครั้งที่ 32 ชูเทคโนโลยีเกษตรรับมือวิกฤตโลก เชื่อมโยงองค์ความรู้ จากหิ้งสู่ห้าง และสู่มือเกษตรกร

เมื่อโลกการเกษตรไม่ได้แข่งขันกันแค่เรื่องว่าใครผลิตได้มากกว่า แต่กำลังแข่งขันกันด้วยคุณภาพ เทคโนโลยี และความสามารถในการรับมือกับวิกฤตโลกที่คาดเดาไม่ได้… อนาคตของเกษตรไทยจึงอาจไม่ได้อยู่ที่การผลิตให้มากขึ้น แต่อยู่ที่การผลิตให้ “ดีขึ้น” มีคุณภาพขึ้น สร้างมูลค่าให้ได้มากกว่าเดิม
นี่คือที่มาของงาน “เกษตรภาคใต้ ครั้งที่ 32” ที่คณะทรัพยากรธรรมชาติ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ จัดขึ้นภายใต้แนวคิด “อนาคตเกษตรไทย ท่ามกลางวิกฤตโลก” ระหว่างวันที่ 8–19 สิงหาคม 2569 รวม 12 วัน 12 คืน ณ คณะทรัพยากรธรรมชาติ และศูนย์ประชุมนานาชาติฉลองสิริราชสมบัติครบ 60 ปี มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตหาดใหญ่ จังหวัดสงขลาโดยมี นายชวน หลีกภัย ที่ปรึกษาสภามหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ เป็นประธานในพิธีเปิด
เวทีนี้ไม่ได้มีเพียงการนำผลผลิตทางการเกษตรมาจัดแสดง แต่ต้องการนำ “องค์ความรู้ งานวิจัย เทคโนโลยี และนวัตกรรม” ออกมาสู่การใช้งานจริง เพื่อให้เกษตรกรสามารถนำไปต่อยอดและรับมือกับความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น

“ชวน” ชี้ทางรอดเกษตรไทย เพิ่มคุณภาพ–มาตรฐาน สร้างความมั่นคงให้เกษตรกร
นายชวน หลีกภัย ที่ปรึกษาสภามหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ มองว่า เกษตรไทยในอดีตเคยก้าวนำหลายประเทศในอาเซียน แต่เมื่อประเทศอื่นเรียนรู้และพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ความได้เปรียบของไทยก็ลดลง ดังเช่นจากอดีตที่ไทยเคยเป็นผู้ส่งออกข้าวอันดับหนึ่ง วันนี้ต้องเผชิญการแข่งขันที่รุนแรงขึ้น เช่นเดียวกับยางพาราที่มีคู่แข่งสำคัญอย่างอินโดนีเซีย ดังนั้น สิ่งที่ประเทศไทยต้องทำ ไม่ใช่เพียงเร่งเพิ่มผลผลิตให้มากขึ้น แต่ต้อง “เปลี่ยนเกมการแข่งขัน” ด้วยคุณภาพและมาตรฐาน
ท่ามกลางปัจจัยภายนอกที่เราไม่สามารถควบคุมได้ ไม่ว่าจะเป็นสงคราม ความขัดแย้ง หรือนโยบายการค้าระหว่างประเทศ แต่สิ่งที่ไทยสามารถควบคุมได้ คือการพัฒนาคุณภาพสินค้า และเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ซึ่งเป็น โจทย์สำคัญที่มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ต้องเข้ามามีบทบาทในการเป็นแหล่งความรู้ พัฒนาต่อยอดพันธุ์พืชใหม่ๆ ให้แตกต่าง หรือคิดค้นงานวิจัยและเทคโนโลยีที่ช่วยเพิ่มผลผลิตต่อพื้นที่ ตลอดจนเสริมความรู้ให้เกษตรกรมีความมั่นคงในอาชีพ เพราะหากไม่สามารถแก้ปัญหาได้ตั้งแต่ต้นทาง ปัญหาก็อาจย้อนกลับมาที่เดิม…คือ “ปลูกมาก แต่ขายไม่ได้ ต้นทุนเพิ่ม และกลายเป็นหนี้สินที่พอกเป็นหางหมู”

ด้านผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.นิวัติ แก้วประดับ อธิการบดีมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ กล่าวถึงการจัดงานในครั้งนี้ ว่าเป็นการแสดงความก้าวหน้าทางวิชาการทางการเกษตร ซึ่งที่ผ่านมา มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ได้พัฒนาองค์ความรู้ร่วมกับชุมชนในพื้นที่ภาคใต้มาอย่างต่อเนื่อง โดยมุ่งนำงานวิจัยและนวัตกรรมมาตอบโจทย์ความมั่นคงทางการเกษตร

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ทวีศักดิ์ นิยมบัณฑิต คณบดีคณะทรัพยากรธรรมชาติ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ กล่าวเพิ่มเติมถึงเป้าหมายการจัดงานในครั้งนี้ว่า ต้องการทำหน้าที่เป็น “สะพานเชื่อมองค์ความรู้ จากหิ้งสู่ห้าง และสู่มือเกษตรกร” ซึ่งแนวคิดนี้สะท้อนผ่านการจัดแสดงภายในงาน ทั้งเรื่อง Smart Farming และ BCG ที่นำเทคโนโลยี IoT มาประยุกต์ใช้ในการเกษตร การเพิ่มมูลค่าวัสดุเหลือใช้จากปาล์มน้ำมัน รวมถึงไบโอชาร์ หรือ Biochar ที่สามารถนำมาใช้ประโยชน์ด้านการเกษตร พร้อมคลินิกสุขภาพพืชให้คำปรึกษาแก่เกษตรกร
ด้านวาริชศาสตร์ นำเสนอโลกใต้น้ำ ทั้งระบบไบโอฟลอค สาหร่ายทะเล ปลิงทะเล และปลาพลวงชมพู ขณะที่ด้านปศุสัตว์นำแนวคิด BCG มาประยุกต์ใช้กับการเลี้ยงสัตว์ เพื่อเพิ่มมูลค่า ลดของเสีย และสร้างระบบการผลิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม
นอกจากนี้ ยังมีการประกวดผลผลิตทางการเกษตร การอบรมทักษะที่สามารถนำไปใช้ได้จริง ตั้งแต่การเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ การเพาะเห็ด การวินิจฉัยศัตรูพืช ไปจนถึงการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อการเกษตร และในระหว่างวันที่ 13–14 สิงหาคม ยังมีการประชุมวิชาการด้านการเกษตร ครั้งที่ 3 ภายใต้หัวข้อ “นวัตกรรมเพื่อการเกษตรที่ยั่งยืน” ณ ศูนย์ประชุมนานาชาติฉลองสิริราชสมบัติครบ 60 ปี มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ เพื่อเปิดพื้นที่แลกเปลี่ยนองค์ความรู้และงานวิจัยด้านการเกษตรอีกด้วย






จาก “หิ้ง” ที่เต็มไปด้วยองค์ความรู้ สู่ “ห้าง” ที่เต็มไปด้วยโอกาสทางเศรษฐกิจ และสุดท้ายต้องไปให้ถึง “มือเกษตรกร”


















