วันที่ 22 มกราคม 2569 กองพัฒนานักศึกษาและศิษย์เก่าสัมพันธ์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์วิทยาเขตหาดใหญ่และหน่วยงานเครือข่าย จัดเวทีดีเบต ‘PSU NEXT MOVE’ เจาะลึกนโยบายด้านการศึกษาและการมีงานทำ ณ ลานอเนกประสงค์หน้าอาคารกิจกรรมนักศึกษา ตั้งแต่เวลา 17:00-20:00 น. มีตัวแทนผู้สมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) จาก 6 พรรคการเมืองร่วมแสดงวิสัยทัศน์ ได้แก่
1. นายจูรี นุ่มแก้ว ผู้สมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเขต 2 จังหวัดสงขลา พรรคประชาธิปัตย์
2. นายสุภัทร ฮาสุวรรณกิจ ผู้สมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเขต 2 จังหวัดสงขลา พรรคประชาชน
3. นายศาสตรา ศรีปาน ผู้สมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเขต 2 จังหวัดสงขลา พรรคภูมิใจไทย
4. ทพญ.ศรีญาดา ปาลิมาพันธ์ ผู้สมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย
5. ดร.ธนุ วงษ์จินดา ผู้สมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคกล้าธรรม
6. นายคริส โปตระนันท์ ประธานและเคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พรรคเศรษฐกิจ
ดำเนินรายการโดย ผศ.ดร.ฆายนีย์ บุญพันธ์ อาจารย์ประจำสาขาวิชารัฐประศาสนศาสตร์ คณะวิทยาการจัดการ และ ดร.ปิยมิตร ท้วมศรี อาจารย์ประจำคณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์
การแสดงวิสัยทัศน์แบ่งเป็นการตอบคำถามรายประเด็น 3 รอบ และทิ้งทาย 1 รอบ ดังนี้

รอบที่ 1 – นโยบายเร่งด่วน 100 วันแรก หากพรรคต้นสังกัดได้เข้าร่วมเป็นรัฐบาลบริหารประเทศ
ทพญ.ศรีญาดา (พรรคเพื่อไทย): ยกเครื่องสู่ประเทศรายได้สูงด้วยเทคโนโลยี ปลดหนี้ประชาชน
ทพญ.ศรีญาดากล่าวว่าพรรคเพื่อไทยมีนโยบาย ‘ยกเครื่องประเทศไทย’ เพื่อยกระดับเป็นประเทศที่มีรายได้สูงด้วยความรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานราก
ในนโยบาย 100 วันแรกหลังการเป็นรัฐบาลนั้นประกอบด้วยการปลดภาระหนี้สิน ล้างหนี้ประชาชน รวมถึงนโยบายเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำเพื่อปิดหนี้นอกระบบเพื่อลดภาระของประชาชน
ด้านการส่งเสริมสร้างรายได้ใหม่ เช่น ภาคเกษตรกรรมนั้น จะมีการประกันกำไรพืชผลทางการเกษตรร้อยละ 30 ส่วนยางพาราซึ่งเป็นหนึ่งในพืชเศรษฐกิจของภาคใต้นั้นจะดันราคาให้เป็น 70 บาทต่อกิโลกรัม
ทพญ.ศรีญาดากล่าวเพิ่มเติมว่า แนวทางการผลักดันนโยบายของพรรคเพื่อไทยจะส่งเสริมการทำงานร่วมกันของทุกภาคส่วนเพื่อพัฒนาประเทศฝ่าอุปสรรค ทั้งภูมิรัฐศาสตร์โลก (geopolitics) ปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (climate change) อุปสรรคเหล่านี้จึงต้องการเครื่องยนต์ในการขับเคลื่อนใหม่ (new growth engine) ผ่านภาคเกษตรกรรม อุตสาหกรรมการท่องเที่ยว และด้านการบริการ และต้องอาศัยประชาชนขับเคลื่อนร่วมกัน
นอกจากนั้นจะส่งเสริมให้ประเทศไทยให้เป็นพื้นที่ปลอดภัยด้านการลงทุน และพัฒนาพลเมืองให้เป็น global citizen เพื่อดึงเงินและนักลงทุนมาสู่ประเทศไทยให้มากขึ้น

ศาสตรา ศรีปาน (พรรคภูมิใจไทย): แก้น้ำท่วม เพิ่มเยียวยา ส่งเสริมความมั่นคง
นายศาสตรากล่าวถึงนโยบาย 100 วันแรกของพรรคภูมิใจไทย ประกอบด้วย 4 ด้าน ได้แก่
1. แก้ไขด้านอุทกภัยในพื้นที่หาดใหญ่ ด้วยการตั้งกรรมาธิการศึกษาและแก้ไขภัยพิบัติอย่างเป็นระบบและยั่งยืน นายศาสตรามองว่า “หาดใหญ่เป็นเมืองที่โตอย่างไร้ทิศทาง ไม่เกิดการบูรณาการร่วมกันในทิศทางการพัฒนาเมืองและแก้ไขปัญหาน้ำท่วม” จึงมีความจำเป็นที่ต้องตั้งคณะกรรมาธิการศึกษาร่วมกัน
2. ผลักดันนโยบายของพรรคภูมิใจไทยด้านแก้ไขปัญหาภัยพิบัติ ซึ่งครอบคลุมตั้งแต่การเตรียมรับมือเหตุน้ำท่วมในช่วงปลายปี 2569 ที่จะถึงนี้ และการแก้ไขพระราชบัญญัติการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ซึ่งตนมองว่าจำนวนเงินเยียวยาน้อยเกินไป
3. ด้านภัยความมั่นคง นายศาสตรากล่าวว่าพรรคภูมิใจไทยมีนโยบาย “ทำให้คนไทยมีเกียรติ มีศักดิ์ศรี บนเวทีนานาชาติ” จากกรณีการตอบโต้ทางการทหารจากความขัดแย้งแนวชายแดนประเทศกัมพูชา รวมถึงการปราบสแกมเมอร์
4. นโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจ ด้วยการผลักดัน “คนละครึ่งพลัส” ทั้ง 4 เฟสในการกระตุ้นเศรษฐกิจ

ดร.ธนุ วงษ์จินดา (พรรคกล้าธรรม): ส่งเสริมเกษตรกร ลดภาระครู
ดร.ธนุกล่าวว่าพรรคกล้าธรรมมีนโยบายในช่วง 100 วันแรก ดังนี้
1. นโยบายด้านการเกษตร สนับสนุนด้านการเกษตร ทั้งส่งเสริมให้เกษตรกรมีความมั่นคง ได้แก่ การเปลี่ยน ส.ป.ก. เป็นโฉนดที่ดิน รวมถึงการพัฒนาระบบชลประทานให้ทั่วถึง โดยเฉพาะภาคใต้ทั้งยางพารา ปาล์มน้ำมัน และผลไม้
ตนกล่าวว่าพรรคกล้าธรรมได้แก้ระเบียบเพิ่มเงินอุดหนุนการปลูกพืช รวมถึงกำลังผลักดันให้มีการส่งเสริมการปลูกพืชทดแทนในสวนเกษตรได้ และจะมีการผลักดันโครงการเมล็ดพันธุ์และปุ๋ยคนละครึ่ง รวมถึงนโยบายลดดอกเบี้ยของธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธกส.) รวมถึง ผลักดันให้มีการชำระหนี้ตามฤดูกาล เช่น ช่วงไหนที่ทำเกษตร มีรายได้ ถึงจะจ่ายหนี้ดอกเบี้ยและเงินต้น
2. นโยบายด้านการศึกษา: ลดภาระครู คืนครูให้ทำหน้าที่การสอนอย่างเต็มที่
3. นโยบายด้านความเป็นธรรม เด็ก สตรี และกลุ่มเปราะบางทางสังคม

จูรี นุ่มแก้ว (พรรคประชาธิปัตย์): ผลักดันปัญหาหาดใหญ่ เป็นนโยบายรัฐบาล
นายจูรีกล่าวว่าการดำเนินนโยบายระยะสั้น แบ่งเป็น 2 ส่วน ได้แก่
1. นโยบายผลักดันการแก้ไขปัญหาในพื้นที่ให้เป็นนโยบายรัฐบาล ได้แก่ การจ่ายเงินเงินเยียวยา 9,000 บาท ให้ครอบคลุมถ้วนหน้า รวมถึงประเด็นเงินช่วยเหลือค่าซ่อมบ้านเรือน ครัวเรือนละ 49,500 บาท นายจูรีกล่าวว่าประเด็นนี้ไม่มีใครตอบได้ว่าจะได้เงินชดเชยส่วนนี้เมื่อไร
2. ประเด็นฟื้นฟูเมืองหาดใหญ่หลังน้ำท่วมทั้งระยะสั้น กลาง และการสร้างใหม่ – นโยบายภายใน 100 วันแรก ดำเนินการจัดการเพื่อป้องกันและรองรับน้ำท่วมในช่วงปลายปี 2569 ตนมองว่าหากไม่มีการแก้ไขปัญหาจะส่งผลต่อการดำเนินงานของประชาชนในพื้นที่ซึ่งไม่กล้าลงทุนในกิจการ หรือลงทุนเพิ่มเติม พร้อมทั้งจะผลักดันให้ผู้ประกอบการให้เข้าถึงเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำ (soft loan) ผู้ประกอบการรายละ 100,000 บาท จำนวน 400,000 ราย
3. นโยบายป้องกันน้ำท่วมระยะยาว: ผลักดันการขยายช่องทางระบายน้ำลงสู่ทะเลสาบสงขลา และ กำจัดสิ่งกีดขวางคูคลองระบายน้ำ
4. นโยบายเบี้ยผู้สูงอายุ: เพิ่มเงินอุดหนุนเบี้ยผู้สูงอายุ ตั้งแต่ 60 ปีขึ้นไป 1,000 บาทถ้วนหน้า และผลักดันให้เด็กแรกเกิดมีเงินออม เพื่อให้มีเงินก้อนราว 100,000 บาทในอายุ 18 ปี

คริส โปตระนันท์ (พรรคเศรษฐกิจ): 100 วันแรก จบสงครามไทย-กัมพูชา
นายคริสกล่าวว่านโยบาย 100 วันแรกของพรรคเศรษฐกิจ คือการเน้นเรื่องประเด็นภัยคุกคาม เช่น พื้นที่ความขัดแย้งในพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา ต้องแก้ปัญหาให้จบภายใน 100 วันแรก
นอกจากประเด็นความมั่นคง ต้องสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจภายในประเทศ ได้แก่ การดำเนินการโครงการรถไฟฟ้าความเร็วสูงจากจีน-ไทย, ผลักดันโครงการ Ocean Lift หรือสร้างคลองลอยเชื่อมต่อทะเลอ่าวไทยและอันดามัน

นพ.สุภัทร ฮาสุวรรณกิจ (พรรคประชาชน): ฟื้น ‘ความหวัง’ ผลักประเทศไทยเดินหน้า
นพ.สุภัทรกล่าวว่าการเลือกตั้งครั้งนี้มีความสำคัญและมีความหมายต่อการกำหนดอนาคตของประเทศ เนื่องจากไม่มีเสียงสมาชิกวุฒิสภา (สว.) มีส่วนในการโหวตนายกรัฐมนตรีหากเปรียบเทียบกับการเลือกตั้งในปี พ.ศ.2562 และ 2566 ที่ผ่านมา
“ทันทีที่พรรคประชาชนได้ตั้งรัฐบาล สิ่งที่เกิดขึ้นทันทีคือความหวังที่จะผลักดันประเทศไทยไปข้างหน้า” นพ.สุภัทรกล่าว
ด้านนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจและส่งเสริมธุรกิจรายย่อย-กลาง (SME): พรรคประชาชนจะมีการผลักดันนโยบาย ‘หวยใบเสร็จ’ กล่าวคือการซื้อของจากผู้ประกอบการ SME ไทย 500 บาทจะได้รับหวยเพื่อลุ้นโชค 1 ใบ โดยสามารถสะสมการซื้อหลายบิลได้
การแก้ไขและรับมือภัยพิบัติในพื้นที่หาดใหญ่: นพ.สุภัทรกล่าวว่า ในด้านนี้จะมีการเตรียมระบบเตือนภัยที่มีประสิทธิภาพ ทั้งการพยากรณ์อากาศ การเตือนภัย เตรียมความพร้อมเสาสัญญาณโทรศัพท์ เตรียมความพร้อมจุดอพยพ รวมถึงระบบเซนเซอร์น้ำที่จะเตือนภัยทั้งลุ่มน้ำ
นโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจและพัฒนาคุณภาพชีวิตด้วย Megaprojects ของพรรคประชาชน เช่น ประปาดื่มได้, รถเมล์ EV ทุกจังหวัด, ผลักดันให้บ้านแต่ละหลังมีโซลาร์เซลล์, อุตสาหกรรมแห่งอนาคต เช่น อุตสาหกรรมภาพยนตร์ เกม มองว่าสิ่งเหล่านี้ไม่ได้เป็นสิ่งขายฝัน แต่เชื่อว่าเป็นนโยบายที่พรรคประชาชนสามารถดำเนินให้สำเร็จได้

รอบที่ 2 – นโยบายด้านการศึกษา ตลาดงานยุคใหม่ และพัฒนาการศึกษาเพื่อรองรับการมีงานทำ
ทพญ.ศรีญาดา (พรรคเพื่อไทย): ยกเครื่องด้วยวิทยาศาสตร์ เรียนรู้ตลอดชีวิต เรียนไปทำงานไป
ทพญ.ศรีญาดากล่าวว่าในภาพรวม พรรคเพื่อไทยจะยกเครื่องประเทศไทยเพื่อเป็นประเทศรายได้สูงด้วยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ตนกล่าวถึงการเปรียบเทียบการตั้งความหวังกับประเทศเหมือนเทคโนโลยีปัจจุบันเทคโนโลยีด้านอวกาศเจริญก้าวหน้า เช่น จรวด Artemis II กำลังจะถูกส่งเพื่อไปสำรวจส่วนมืดของดวงจันทร์
ตนยกเรื่องนี้เพื่อชี้ว่า เมื่อระเบียบโลกเปลี่ยนไป เทรนด์เทคโนโลยีเปลี่ยนไป รัฐบาลจะส่งเสริมให้มีการศึกษาที่ตรงกับทิศทางการพัฒนาของโลก
นโยบายที่พรรคเพื่อไทยจะผลักดัน เช่น การเรียนรู้ตลอดชีวิต (life-long learning) เช่น ธนาคารเครดิต, การจับคู่อาชีพกับทักษะ (skill-matching) , การสนับสนุนทุนการศึกษา ODOS ตั้งแต่ระดับมัธยมศึกษา รวมถึงการสนับสนุนการเรียนต่างประเทศ เพื่อโอกาสให้เยาวชนที่ขาดทุนทรัพย์มีโอกาสในการศึกษาต่อ
นโยบายสำหรับโรงเรียนอาชีวศึกษา เช่น เรียนไปทำงานไป การจับคู่ระหว่างภาคอุตสาหกรรม บริการ และการท่องเที่ยว จับคู่กับระบบการเรียนอาชีวะ เพื่อให้เรียนจบแล้วมีงานทำ
นโยบาย Upskill & Reskill ด้วยกองทุน ทุนละ 10,000 บาท จำนวน 1,00,000 คนต่อปี เพื่อสนับสนุนการเรียนรู้ในด้านอื่นๆ และนโยบาย AI For All ทุกคนสามารถเรียนการใช้งาน AI ได้ฟรี

คริส โปตระนันท์ (พรรคเศรษฐกิจ): ดึงคนเก่งกลับประเทศ อุดหนุนนักเรียนโดยตรง
นายคริสกล่าวว่างบประมาณกระทรวงศึกษาธิการรายปีนั้น อยู่ที่ราว 80,000 ล้านบาทในการสนับสนุนนโยบายเรียนฟรี ตนตั้งคำถามว่างบประมาณจำนวนนี้ได้รับประโยชน์ถึงนักเรียนจำนวนเท่าใดและคุ้มค่าหรือไม่
ตนจึงเสนอว่าเงินจำนวนนี้จะเป็นไปได้หรือไม่หากสนับสนุนงบประมาณก้อนนี้โดยตรงได้อยู่ที่ราว 40,000 บาทต่อปี และให้นักเรียนและครอบครัว จัดสรรการใช้จ่ายนี้ด้วยตนเอง และผลักดันให้มีคุณครูที่เก่งมาสอนนักเรียนในโรงเรียน
นายคริสกล่าวเพิ่มเติมว่าหนึ่งในปัญหาของประเทศคือ แรงงานที่มีทักษะสูงมักไม่นิยมมาทำงานที่เมืองไทย เด็กไทยที่มีความสามารถไปทำงานนอกประเทศ นโยบายของพรรคเศรษฐกิจจะดึงคนเก่งเข้ามาทำงานในประเทศ และผลักดันแรงงานต่างประเทศให้มีจำนวนลดลง

จูรี นุ่มแก้ว (พรรคประชาธิปัตย์): เรียนฟรีจริง บุฟเฟต์การศึกษา เลือกเรียนตามสนใจ
นายจูรีกล่าวว่าตนเติบโตในครอบครัวที่มีฐานะยากจน และเห็นปัญหาของการศึกษาของประเทศไทย จึงเป็นแรงบันดาลใจที่ผลักดันนโยบายเพื่อให้เยาวชนเข้าถึงการศึกษาได้
นายจูรีกล่าวว่าหลังการผลักดันนโยบายเรียนฟรี พบว่าการเรียนฟรีไม่ฟรีจริง มีค่าใช้จ่ายแฝงอื่นๆ พรรคประชาธิปัตย์จึงมีนโยบายผลักดันให้เกิดการเรียนฟรีอย่างแท้จริง ประกอบกับการศึกษายืดหยุ่น ได้แก่
นโยบายบุฟเฟต์การศึกษา: เช่น การพบว่าสิ่งที่ตนเองเรียนมาไม่ชอบ หรือ เรียนแล้วไม่อยากทำงานในสายที่ตนเองเรียน จึงมีนโยบายนี้เพื่อให้เรียนในสิ่งที่ชอบ ทำงานในสิ่งที่ใช่ ด้วยความยืดหยุ่นของหลักสูตรและได้เรียนในวิชาที่สนใจ เช่น เรียนนิติศาสตร์แล้วมีความสนใจด้านการตัดต่อ ก็สามารถเทียบโอนหน่วยกิตการเรียนได้จากธนาคารหน่วยกิต
นโยบายคูปองการศึกษา: เพื่อส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิต ไม่จำกัดเพียงนักเรียน นักศึกษา แต่รวมถึงประชาชนทั่วไปผ่านคูปองการศึกษา

ดร.ธนุ วงษ์จินดา (พรรคกล้าธรรม): สำรวจความต้องการ ทำงานร่วมหลายกระทรวง
ดร.ธนุกล่าวว่าพรรคกล้าธรรมมีนโยบายด้านการศึกษาผ่านการผลักดันให้มีการทำงานร่วมกับหลายกระทรวง เช่น กระทรวงแรงงาน กระทรวงอุดมศึกษาฯ ผ่านกลไกของรัฐบาล
สำรวจ-เปลี่ยน: ดร.ธนุกล่าวว่า แนวทางการผลักดันนั้นจะผ่านการสำรวจความต้องการของตลาดแรงงาน และดำเนินการจัดการศึกษาตามความต้องการของตลาดแรงงานและผู้ประกอบการ เช่น การปรับหลักสูตรเพื่อลดเวลาเรียน เพิ่มเวลาฝึกประสบการณ์ เปลี่ยนมหาวิทยาลัย เป็น โรงฝึกประสบการณ์มีใบรับรองสำหรับยื่นประกอบอาชีพ เพื่อให้เรียนจบแล้วมีงานทำ

นพ.สุภัทร ฮาสุวรรณกิจ (พรรคประชาชน): การศึกษาดีมีความหมายกับชีวิต เพิ่มการมีงานด้วยการกระตุ้นเศรษฐกิจและการลงทุนภาครัฐ
นพ.สุภัทรกล่าวว่า ‘การศึกษา’ กับ ‘การมีงาน’ เป็นสองประเด็นที่แยกออกจากกัน การศึกษาที่ดีมีความหมายกับชีวิต พร้อมทั้งลงรายละเอียดแต่ละด้าน ดังนี้
ในด้านการศึกษา จากประสบการณ์เรียนในต่างประเทศของตนพบว่าหลักสูตรการเรียนการสอนในต่างประเทศมีลักษณะของการเรียนตามความสนใจของแต่ละคน เช่น การเรียนผสมวิชา เช่น การแพทย์ เศรษฐศาสตร์สาธารณสุข ดังนั้นหนึ่งในนโยบายของพรรคประชาชนคือ การศึกษาต้องยืดหยุ่นและออกแบบตามความต้องการของผู้เรียน
ประเด็นการตกหล่นจากระบบการศึกษาในระบบ ประกอบด้วย กลุ่มยากจน คือ คนที่ลำบากต้องได้มากกว่าเพื่อสนับสนุนให้เกิดความเท่าเทียม
ประเด็นการมีงานทำ นพ.สุภัทรมองว่าต้องแก้ไขด้วยการขยายการเติบโตทางเศรษฐกิจเพื่อทำให้มีงานทำมากขึ้น ด้วยการกำหนดทิศทางของประเทศอย่างเป็นระบบ เช่น การพัฒนาระบบ smart grid เพื่อเปลี่ยนระบบไฟฟ้าของประเทศ เช่น ทุกหลังคาบ้านจะติดโซลาร์เซลล์ได้ เป็นต้น
การพัฒนาเมืองให้น่าอยู่ เมืองต้องมีพื้นที่การเรียนรู้ เช่น คูปอง 2,000 บาท การเรียนรู้ เพื่อสร้างบรรยากาศการเรียนรู้ตลอดชีวิต และการพัฒนาทักษะการเรียนรู้ (upskill)

ศาสตรา ศรีปาน (พรรคภูมิใจไทย): ออกแบบหลักสูตรตรงเทรนด์จ้างงาน ปลูกฝังความเป็นนานาชาติ
นายศาสตรากล่าวว่าพรรคภูมิใจไทยมีนโยบายการศึกษาเท่าเทียมพลัส มุ่งแก้ไขปัญหาด้านการเข้าถึงการศึกษา เช่น ตกหล่นจากระบบ หรือการต้องกู้ยืมเงินเพื่อการศึกษา เป็นต้น ตนมองว่าจะสามารถแก้ไขด้วยเทคโนโลยี ผ่านอินเตอร์เน็ตฟรี และ ค่าเรียนฟรี
ด้านการออกแบบหลักสูตรสอดคล้องกับความต้องการตลาดแรงงานนั้น ให้ผู้จ้างงานร่วมออกแบบกับหน่วยงานภาครัฐ เพื่อออกแบบหลักสูตรที่ตรงกับสายงาน รวมถึงมีการพัฒนาการเรียนใน platform เพื่อเก็บเครดิตที่รับรองโดยกระทรวงศึกษาธิการ ซึ่งสามารถจบได้และมีใบรับรอง
พลเมืองโลก: นายศาสตรากล่าวว่าเทรนด์ในการจ้างงานปัจจุบันต้องมีทักษะ 2 ด้านที่สำคัญ ได้แก่ ภาษาต่างประเทศ และความรู้เรื่อง AI – ด้านภาษาต่างประเทศ มองว่าการเรียนการสอนปัจจุบันไม่ได้เน้นการฟังและการพูด และต้องปลูกฝังการสร้างพลเมืองโลก (global citizen) เพื่อแข่งขันกับนานาชาติ

รอบที่ 3 – ประเด็นอุทกภัยและนโยบายจัดการน้ำอย่างยั่งยืน
ทพญ.ศรีญาดา (พรรคเพื่อไทย): เตือนภัยทันเหตุการณ์ จัดการลุ่มน้ำ เพิ่มทางไหลลงทะเลสาบสงขลา
ทพญ.ศรีญาดากล่าวว่า พรรคเพื่อไทยมีนโยบายผลักดันให้เตือนภัยผ่านระบบ cell broadcast ที่ทันท่วงที
นอกจากการเตือนภัยแล้วยังต้องเตรียมความพร้อมศูนย์อพยพต้องมีความพร้อมทั้งอาหาร น้ำดื่ม เครื่องอุปโภคบริโภค
ทพญ.ศรีญาดากล่าวว่า “สิ่งที่ต้องลาก่อน คือน้ำท่วมหาดใหญ่ทำได้ด้วยการบริหารการจัดการน้ำทั้งระบบ” ได้แก่ การฟื้นฟูคลองอู่ตะเภา ขยายคลองระบายน้ำสายที่ 1 (ร.1) เพิ่มทางระบายน้ำลงทะเลสาบสงขลา ปรับพื้นที่ที่กั้นทางไหลของน้ำ ปรับโครงสร้างพื้นที่เพื่อให้หาดใหญ่ปลอดน้ำท่วม รวมถึงการสร้างเส้นทางน้ำ (floodway) ออกอ่าวไทยโดยตรง
นายจูรี นุ่มแก้ว (พรรคประชาธิปัตย์): น้ำไหลผ่านเมืองเร็วที่สุด ทำโมเดลน้ำ ระบุพื้นที่เสี่ยง
นายจูรีกล่าวว่าหัวใจของการแก้ไขปัญหาน้ำ และลดผลกระทบต่อทรัพย์สิน คือ การทำให้น้ำไหลผ่านเมืองรวดเร็วที่สุด มองว่านโยบายที่ทำได้ทันทีคือการปรับปรุงช่องทางที่ขวางทางน้ำ เช่น เส้นทางรถไฟ ถนนลพบุรีราเมศวร์
พร้อมทั้งนำเทคโนโลยีใช้กับการบริหารจัดการน้ำ ด้วยการทำเมืองคู่แฝดจำลองดิจิทัล เช่น การจำลองโมเดลน้ำเพื่อเห็นพื้นที่ต่างๆ จุดเสี่ยง ระบุศูนย์อพยพ พื้นที่ปลอดภัย แผนที่น้ำ ฯลฯ
ดร.ธนุ วงษ์จินดา (พรรคกล้าธรรม): สั่งการรวมจุดเดียว เป็นเอกภาพ สร้างฝายกันน้ำท่วม
ดร.ธนุกล่าวว่าร้อยเอกธรรมนัส ในฐานะประธานที่ปรึกษาพรรคกล้าธรรมนั้นได้ลงพื้นที่ช่วยเหลือพื้นที่หาดใหญ่และระดมทรัพยากรเพื่อช่วยเหลือในพื้นที่หาดใหญ่ในช่วงเหตุการณ์ที่ผ่านมา
ในด้านนโยบายแก้ไขปัญหา คือ การหาทางให้น้ำได้ลงทะเลได้เร็วที่สุด รวมถึงการหาที่พักน้ำ กรณีที่มีน้ำทะเลหนุน
ระบบการสั่งการแบบ single command เพื่อมีความเป็นเอกภาพในการสั่งการ แก้ไขปัญหาระบบน้ำ
ดร.ธนุกล่าวว่าการแก้ไขปัญหายั่งยืน ในอนาคตหากยังมีติดขัด อาจสร้างฝายกันน้ำรอบเมืองหาดใหญ่ เพื่อไม่ให้น้ำเข้ามาท่วมพื้นที่หาดใหญ่
คริส โปตระนันท์ (พรรคเศรษฐกิจ): เพิ่มทางระบายน้ำจุดอื่น ตั้งงบเยียวยา
นายคริสมองว่าประเทศไทยมีเงินในการบริหารจัดการน้ำ 70,000 ล้านบาทต่อปี (recheck) จึงตั้งคำถามต่อกรณีการใช้งบประมาณส่วนนี้ถึงการทุจริตคอร์รัปชัน
พร้อมกล่าวถึงข้อเสนอ 2 ด้าน ได้แก่
หนึ่ง การระบายน้ำ แทนที่จะระบายออกทะเลสาบสงขลา การสร้างทางระบายน้ำทางอื่น เช่น พื้นที่นาหม่อม เป็นต้น
สอง ด้านการเยียวยา คือเสนอการตั้งงบประมาณฉุกเฉินเพื่อรองรับการเยียวยาจำนวน 30,000 ล้านบาทโดยตรง ซึ่งงบส่วนนี้จะไม่มีการนำไปใช้ด้านอื่น
ศาสตรา ศรีปาน (พรรคภูมิใจไทย): เตือนภัยทันท่วงที แก้ไขกฎหมาย กองทุนภัยพิบัติ
นายศาสตรากล่าวว่านโยบายที่ต้องการผลักดัน จะตั้งกรรมาธิการสภาผู้แทนราษฎรศึกษาและติดตามการแก้ไขปัญหาก่อนเกิดเหตุ ระหว่างเกิด หลังเกิดเหตุ
ในส่วนนโยบายก่อนเกิดเหตุนั้น มีนโยบายศูนย์รวมข้อมูล (data center) เพื่อประสานงาน เตือนภัยอย่างทันท่วงที
สอง แก้ไขกฎหมายบรรเทาและป้องกันสาธารณภัย ในด้านการจ่ายเงินเยียวยาผู้ประสบภัย
สาม กองทุนภัยพิบัติ รัฐจ่ายค่าทำประกัน 1,000 บาท ให้ทุกครัวเรือน หากน้ำท่วมจะรับเงินทันที 100,000 บาท
นพ.สุภัทร ฮาสุวรรณกิจ (พรรคประชาชน): ร่วมเอกชนเตือนภัย-กู้ภัย เพิ่มแนวระบายน้ำ
นพ.สุภัทรกล่าวเริ่มต้นด้วยการยกคำถามที่ผู้คนถามตนเองว่า “น้ำท่วมตนเองอยู่ไหน?” นพ.สุภัทรกล่าวว่าตนเป็นผู้อำนวยการโรงพยาบาลสะบ้าย้อย และมีประสบการณ์อยู่ในค่ายมทบ.42 ในช่วงภัยพิบัติ และสรุปเหตุการณ์นี้ว่า “คนหาดใหญ่และสงขลาประสบภัยสองอย่าง คือ ภัยพิบัติจากฝนตกหนัก สอง ภัยพิบัติจากการบริหารจัดการรัฐล้มเหลว”
นพ.สุภัทรยกตัวอย่าง การโทรศัพท์แจ้งเหตุขอความช่วยเหลือ สามารถเตรียมการให้ดีทั้งด้านการประสานงาน และต้องมีการเตรียมการเพื่อลดการสูญเสียมากที่สุด รวมถึงการบูรณาการกับภาคเอกชนและมูลนิธิ เช่น มูลนิธิกู้ภัยท่งเซียฯ จะประกาศเป็นศูนย์กู้ภัยหลัก, ด้านหน่วยเตือนภัยร่วมมือผ่านมูลนิธิ SCCCRN ทั้งหมดนี้ดำเนินการด้วยแนวคิดภาคราชการและสนับสนุนอุดหนุนการดำเนินงานของภาคเอกชน
ในส่วนการจัดการน้ำนั้น นพ.สุภัทรกล่าวว่าแนวระบายน้ำเขาคอหงส์คือพื้นที่ที่ต้องดำเนินการเพิ่มเติม ได้แก่ พื้นที่ที่เชื่อมโยง พื้นที่คลองหวะ คลองเรียน เขาคอหงส์ สามารถผันไปสู่ทุ่งน้ำน้อยได้ พร้อมกล่าวว่าการจัดการน้ำทำได้ด้วยความรู้ ไม่เช่นนั้นจะแก้ไขปัญหาไม่ได้

รอบที่ 4 – สุ่มคำถามจากสาธารณะ
ดร.ธนุ วงษ์จินดา (พรรคกล้าธรรม): ตอบคำถามนโยบายสนับสนุนให้มหาวิทยาลัยปรับปรุงหลักสูตรให้ยืดหยุ่นและตรงกับตลาดแรงงาน
ดร.ธนุกล่าวว่าพรรคกล้าธรรมมีนโยบายลดเวลาเรียน เพิ่มเวลาฝึกประสบการณ์ “ทำมหาวิทยาลัยให้เป็นโรงงาน ทำโรงงานให้อยู่ในมหาวิทยาลัย ให้นักศึกษาได้ฝึกประสบการณ์ในสถานที่จริง”
พร้อมกล่าวว่าสิ่งนี้จะเกิดขึ้นได้ต้องผ่านการปรับปรุงหลักสูตรของมหาวิทยาลัย เพื่อผลิตบัณฑิตออกสู่ตลาดแรงงานเพื่อให้สอดคล้องกับความต้องการของโลกและประเทศ
ดร.ธนุกล่าวว่า ตนมองว่าเด็กไทยไม่ได้ด้อยกว่าชาติอื่น ทั้งความสามารถและทักษะ เช่น การสอบแข่งขันในต่างประเทศ ตนมองว่าหากเด็กไทยได้รับการส่งเสริมจะมีความก้าวหน้า
นพ.สุภัทร ฮาสุวรรณกิจ (พรรคประชาชน): ตอบคำถามแนวทางกฎหมายในการรองรับอาชีพใหม่ เช่น influencer,streamer เพื่อเข้าถึงสิทธิประโยชน์และภาษี
นพ.สุภัทรกล่าวว่าชุดความคิดของพรรคประชาชนคือทุกอาชีพมีความหมายและต้องได้รับการพัฒนาศักยภาพให้ไปสู่อาชีพที่ฝันได้ ทั้ง วิศวกร แพทย์ ช่างซ่อมแอร์ รวมถึง streamer,influencer
แนวทางการพัฒนาศักยภาพเพื่อเข้าสู่อาชีพนั้น ดำเนินผ่านนโนบาย การพัฒนาชุดความคิดที่แต่ละคนสนใจ ผ่านคูปองการเรียนรู้ คนละ 2,000 บาท รวมถึงมีแพลตฟอร์มที่สามารถดูจำนวนหลักสูตรที่ผ่านการรับรองได้ ส่งเสริมให้ผู้คนมีทางเลือกในการพัฒนาตัวเอง
ในส่วนมิติทางกฎหมาย เช่น ภาษี การคุ้มครองทางสังคม นพ.สุภัทรกล่าวว่า พรรคประชาชนมีนโยบายทำให้ระบบภาษีเป็นธรรมกับทุกคน
นายจูรี นุ่มแก้ว (พรรคประชาธิปัตย์): ตอบคำถามด้านจุดยืนต่อการแสดงออกทางการเมืองของคนรุ่นใหม่
นายจูรีกล่าวว่าการแสดงออกทางการเมืองถือเป็นเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญที่จะชุมนุมและแสดงออกทางการเมือง ตนมองว่าคนรุ่นใหม่สามารถทำได้ตามสิทธิเสรีภาพและตราบเท่าที่ไม่กระทบต่อสิทธิของผู้อื่น
ทพญ.ศรีญาดา (พรรคเพื่อไทย): ตอบคำถามมาตรการจูงใจทางภาษีหรือสิทธิประโยชน์ที่จะทำให้บริษัทเอกชนรับเด็กจบใหม่ทำงานมากขึ้น
ทพญ.ศรีญาดากล่าวว่า พรรคเพื่อไทยมีธนาคารเครดิต และ พาสปอร์ตสำหรับจดและตรวจสอบเครดิตที่ผ่านการเรียนมาได้
รวมถึงนโยบาย “เรียนได้งบ จบได้งบ”: มีแอพพลิเคชันที่จับคู่ทักษะกับการทำงาน เวลาที่ฝึกทักษะแล้ว แล้วหากตรงต่อสายงานจะมีโอกาสมากขึ้น รวมถึงจะมี tax credit ให้กับเอกชนที่รับเยาวชนที่ผ่านโครงการ
นโยบายคนไทยไร้จน พ้นเส้นความยากจน การันตีรายได้ 3,000 บาทต่อเดือนสำหรับประชาชน 3.4 ล้านคนที่มีรายได้ไม่เพียงพอ
รวมถึงสนับสนุนรัฐอุดหนุน 70 ส่วน ต่อ ประชาชนจ่าย 30 ส่วน มากกว่านโยบายคนละครึ่งด้วยการลงทะเบียนผ่านแอพพลิเคชันทางรัฐ
ศาสตรา ศรีปาน (พรรคภูมิใจไทย): ตอบคำถามนโยบายกระจายแหล่งงานไปยังภูมิภาคเพื่อไม่ให้คนรุ่นใหม่กระจุกตัวในกรุงเทพ
นายศาสตรากล่าวว่า นโยบายที่อยากให้เยาวชนในพื้นที่กลับมาทำงานที่บ้าน เพราะ ไม่มีนายจ้างที่สามารถจ้างงานในอัตราเงินเดือนที่สูงพอได้ แก้ไขด้วยการนำเสนอโปรเจ็คใหญ่ที่พัฒนาภาคใต้ เช่น
1. การพัฒนาทักษะผ่านโครงการการศึกษาเท่าเทียมพลัส
2. นโยบายด้าน AI
3. นโยบายโครงสร้างพื้นฐาน: เชื่อมโยงรถไฟทางคู่หาดใหญ่-ปาดังเบซาร์ แลนด์บริดจ์ทะเลอันดามันและทะเลอ่าวไทย มองว่าหากดำเนินการสำเร็จ เรือที่ผ่านสิงคโปร์จะผ่านภาคใต้ของประเทศไทย จะส่งผลต่อการจ้างงานของพื้นที่ภาคใต้ และนโยบายเชื่อมประเทศลาว-จีน
ตนมองว่านโยบายเหล่านี้หากดำเนินการได้สำเร็จจะส่งผลต่อทั้งการมีงานทำ และ ส่งเสริมเศรษฐกิจในภาคใต้
คริส โปตระนันท์ (พรรคเศรษฐกิจ): ตอบคำถามนโยบายลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาระหว่างโรงเรียนในเมืองและโรงเรียนในพื้นที่ห่างไกล
นายคริสกล่าวว่าโรงเรียนในพื้นที่ห่างไกล มีปัญหาคุณครูสอนครอบคลุมหลายชั้นเรียน บางโรงเรียนมีสัดส่วนครูต่อนักเรียนสูงซึ่งส่งผลต่อการสอนไม่ครอบคลุมทั่วถึง
นายคริสมองว่าโรงเรียนมีเยอะเกินไปและมองว่าโรงเรียนที่ไม่สามารถจัดการเรียนการสอนอย่างมีคุณภาพได้ต้องยุบ และให้โรงเรียนที่เด็กและคุณครูจำนวนน้อยเข้ามาอยู่ด้วยกัน และทดแทนด้วยการเพิ่มรถรับส่งนักเรียนแทน
รวมถึงโรงเรียนในหลายเมืองใหญ่มีนักเรียนต่างชาติ มีนโยบายเสียค่าเรียนสำหรับนักเรียนต่างชาติในประเทศไทย











