ในสภาวะความตึงเครียดทางอุปทานน้ำมันทั้งระดับโลกและประเทศ ส่งผลต่อความต้องการน้ำมันมากขึ้นที่อาจมาจากปัจจัยความตื่นตระหนกหรือความไม่มั่นใจในอนาคต ล้วนกระทบต่ออุตสาหกรรมการผลิต-การเกษตร จนถึงการเติมน้ำมันเพื่อสัญจรในชีวิตประจำวันที่จำเป็นต้องวางแผนในแต่ละวันจากตัวเลือกที่มีน้อยลง
PSU Broadcast ชวนไขข้อข้องใจว่าที่มาของน้ำมันแต่ละชนิดต่างกันอย่างไร แล้วการเติมน้ำมันสลับกันหรือต่างชนิดกันได้หรือไม่ อะไรควรเป็นปัจจัยที่ต้องพิจารณาบ้าง? เพื่อรับมือกับผลกระทบจากสงครามในภูมิภาคตะวันออกกลางที่ไม่แน่นอนว่าจะอยู่กับเราไปอีกระยะเวลาเท่าใด
หมายเหตุ: ประมวลเนื้อหาจากการสัมภาษณ์ ผศ.สาวิตร์ ตัณฑนุช อาจารย์ประจำคณะวิศวกรรมศาสตร์และผู้อำนวยการศูนย์พัฒนายานยนต์ไฟฟ้า มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ในวันที่ 17 มีนาคม 2569
น้ำมันที่ใช้ในยานยนต์มาจากไหน?
น้ำมันที่เราใช้เติมรถยนต์-รถจักรยานยนต์ จนถึงเครื่องจักรกลทางการเกษตร ทั้งน้ำมันเชื้อเพลิงและน้ำมันเครื่อง นั้น ล้วนมีที่มาจาก ‘น้ำมันดิบ’ ที่ผ่านกระบวนการกลั่นที่เรียกว่า ‘กลั่นลำดับส่วน’ ตามอุณหภูมิจุดเดือดของน้ำมันแต่ละชนิดตามคุณสมบัติการใช้งาน
น้ำมันดิบจะถูกทำให้ร้อนเพื่อกลั่นแยก มีเทนที่มีจุดเดือดต่ำมากจะถูกแยกออกมาเป็นอันดับแรก ถัดไปคือ น้ำมันสำหรับรถยนต์หรือเบนซิน ต่อมาคือน้ำมันเครื่องบิน และ น้ำมันดีเซลสำหรับเครื่องยนต์หนัก และ ส่วนที่มีจุดเดือดสูงที่สุดคือน้ำมันหล่อลื่น-จารบี รวมถึงน้ำมันเตาและยางมะตอย
ประเภทน้ำมันที่ใช้ในยานยนต์ทั่วไป คือ น้ำมันเบนซิน และ น้ำมันดีเซลสำหรับยานยนต์เครื่องยนต์หนัก แต่หลังผ่านกระบวนการกลั่นน้ำมันแล้ว น้ำมันแต่ละประเภทต้องผ่านการเติมสารปรับแต่งคุณภาพเพื่อนำไปใช้งานต่อ และหนึ่งในคำสำคัญคือ ‘ออกเทน (Octane)’ ที่จะบอกความเหมาะสมของน้ำมันแต่ละประเภทต่อเครื่องยนต์นั้นๆ

ค่าออกเทนคืออะไร ทำไมทุกคนควรรู้จัก?
หากใครที่สังเกตฝาถังน้ำมันมักจะพบกับป้ายบอกประเภทของน้ำมันที่รถตนเองสามารถเติมได้ นอกจากบอกประเภทของน้ำมันแล้ว จะระบุถึง ‘ค่าออกเทน’ หรือ ‘RON’ ของน้ำมันที่รถของเราสามารถเติมได้
ค่าออกเทน (Research Octane Number – RON) คือส่วนประกอบของน้ำมัน ออกเทนมีคุณสมบัติในการ “ต่อต้านการจุดระเบิด” ในกระบวนการเผาไหม้ปกติของเครื่องยนต์ การที่น้ำมันมีค่าออกเทนสูงตรงกับการออกแบบเครื่องยนต์จะทำให้การจุดระเบิดในกระบอกสูบเกิดขึ้นในจุดที่เหมาะสม ส่งผลให้เครื่องยนต์เดินเรียบและมีประสิทธิภาพในการส่งกำลังสูงสุด รวมถึงเกิดการเผาไหม้อย่างหมดจดทำให้เกิดมลพิษน้อยด้วย
ซึ่งเครื่องยนต์ของรถแต่ละประเภทจะมีความต้องการค่าออกเทนที่ต่างกัน จึงเป็นที่มาของการเติมน้ำมันต่างประเภท

น้ำมันแต่ละชนิดต่างกันอย่างไร?
น้ำมันที่ผลิตออกมาสำหรับยานยนต์แบ่งเป็น 2 ประเภท หนึ่ง ประเภทน้ำมันที่จุดระเบิดได้โดยใช้ไฟฟ้าผ่านหัวเทียนที่สร้างประกายไฟ กลุ่มนี้เรียกว่า กลุ่มแก๊สโซลีน ส่วนประเภทที่สองคือเครื่องยนต์ดีเซล จะไม่มีหัวเทียน แต่ใช้วิธีอัดอากาศให้เกิดแรงดันสูงจนกระทั่งละอองน้ำมันลุกเป็นไฟหรือจุดระเบิดได้ด้วยตัวเอง
นั่นหมายถึงเครื่องยนต์ดีเซลไม่ต้องมีการควบคุมค่าออกเทน ขณะที่เครื่องยนต์ก๊าซโซลีนจะสัมพันธ์กับการกำหนดค่าออกเทนโดยตรง
ซึ่งหลังผ่านการกลั่นแล้ว น้ำมันเบนซินที่ได้ออกมาจะมีประเภทเนื้อน้ำมันจริงๆ (pure benzene) ที่มีค่าออกเทน 87, ออกเทน 91 และ ออกเทน 95 และน้ำมันกลุ่มนี้ต้องผ่านกระบวนการเติมสารเพิ่มคุณภาพเพื่อเป็นเชื้อเพลิงที่ใช้อยู่ปัจจุบัน ได้แก่
- เบนซิน 95: เกิดจากน้ำมันเบนซินที่มีค่าออกเทน 95 (RON95) ผสมกับสาร MTBE เข้มข้น 5.5-11% จะได้น้ำมันเบนซิน 95 หรือ E0 (เบนซินที่มีส่วนผสมลแอลกอฮอล์ 0%)
- แก๊สโซฮอล์ 95: เกิดจากเบนซิน 91 (RON91) 9 ส่วน + แอลกอฮอล์ 1 ส่วน จะได้แก๊สโซฮอล์ที่มีค่าออกเทน 95 (RON95)
- แก๊สโซฮอล์ 91: เกิดจากเบนซินที่มีค่าออกเทน 87 (RON87) 9 ส่วน + แอลกอฮอล์ 1 ส่วน จะได้น้ำมันแก๊สโซฮอล์ที่มีค่าออกเทน 91 (RON91)
- น้ำมัน E20: เกิดจากแก๊สโซฮอล์ (RON87) 80% + แอลกอฮอล์ 20% จะได้น้ำมัน E20 ที่มีค่าออกเทน 95 (RON95)
- น้ำมัน E85: เกิดจากเบนซิน (RON87) 15% + แอลกอฮอล์ 85% จะได้น้ำมัน E85 ที่มีค่าออกเทน 100 (RON100)
| ประเภทน้ำมัน | น้ำมันเบนซิน (ค่าออกเทน) | ส่วมผสม | ค่าออกเทน (RON) |
| เบนซิน 95 (E0) | เบนซิน (RON95) | MTBE (เข้มข้น 5.5-11%) *ไม่มีส่วนผสมของแอลกอฮอล์ หรือ E0* | RON95 |
| แก๊สโซฮอล์ 95 (E20) | เบนซิน (RON91) – 90% | แอลกอฮอล์เข้มข้น 99.5% – 10% | RON95 |
| แก๊สโซฮอล์ 91 (E10) | เบนซิน (RON87) – 90% | แอลกอฮอล์เข้มข้น 99.5% – 10% | RON91 |
| E20 | เบนซิน (RON87) – 80% | แอลกอฮอล์เข้มข้น 99.5% – 20% | RON95 |
| E85 | เบนซิน (RON87) – 15% | แอลกอฮอล์เข้มข้น 99.5% – 85% | RON100 |
ดังนั้น หลักการทั่วไป (ยกเว้นน้ำมัน E85) คือ สามารถเติมน้ำมันชนิดที่มีค่าออกเทน (RON) มากกว่าหรือเท่ากับน้ำมันชนิดเดิมที่ใช้ประจำ (ดูรายละเอียดในตารางถัดไป)
สำหรับรถยนต์ที่ใช้น้ำมัน E85 ระบบเผาไหม้เครื่องยนต์จะต้องทนต่อการกัดกร่อนของแอลกอฮอล์สูง – รถรุ่นกลาง หรือ รุ่นเก่าบางรุ่นอาจไม่สามารถเติม E85 ได้ แม้จะใช้ได้ระยะสั้นแต่จะส่งผลต่อเครื่องยนต์ในระยะยาว

เติมน้ำมันสลับได้หรือไม่? เติมอะไรแทนได้ไหม?
เมื่อค่าออกเทนของน้ำมันมีผลต่อการจุดระเบิดในการทำงานของเครื่องยนต์ ผศ.สาวิตร์กล่าวว่าแม้ปัจจุบันยานยนต์จะมีระบบตรวจจับการจุดระเบิด แต่หากเติมน้ำมันต่างประเภทอาจต้องใช้เวลาปรับการทำงานของเครื่องยนต์
*คำแนะนำคือหากต้องการเปลี่ยนชนิดน้ำมัน เหลือน้ำมันเดิมให้น้อยที่สุดก่อน แล้วค่อยเติมน้ำมันชนิดใหม่*
| ประเภทน้ำมันเดิม | น้ำมันผสม | ทำได้/ไม่ได้/เงื่อนไขเพิ่มเติม |
| เบนซิน 95 | แก๊สโซฮอล์ 95 | เติมได้ เนื่องจากแก๊สโซฮอล์ถูกออกแบบเพื่อรองรับเบนซิน 95 อยู่แล้ว |
| แก๊สโซฮอล์ 91 | แก๊สโซฮอล์ 95 | เครื่องยนต์ส่วนใหญ่รองรับน้ำมันสองประเภท บางรุ่นรองรับจนถึง E20 และ E85 |
| E85 | E20 | เติมได้ กรณีที่รถในกลุ่ม FFV (Flex Fuel Vehicle – ใช้เชื้อเพลิงยืดหยุ่น) เพราะรถกลุ่มนี้จะเติมได้ตั้งแต่ เบนซิน แก๊สโซฮอล์ 91,95, E20 และ E85 |
| แก๊สโซฮอล์ 95 | เติมได้ หากเครื่องยนต์ระบุว่ารองรับ E85 หรือค่าออกเทนที่สูงกว่า 95 ขึ้นไป | |
| แก๊สโซฮอล์ 91 | เติมได้ หากเป็นรถในกลุุ่ม FFV | |
| E20 | แก๊สโซฮอล์ 91 | ยกเว้นรถที่รองรับน้ำมันที่มีค่าออกเทน 95 ขึ้นไป |
| แก๊สโซฮอล์ 95 | เติมได้ หากระบุว่ารองรับน้ำมันเชื้อเพลิงดังกล่าวหรือน้ำมันที่มีค่าออกเทน 95 ขึ้นไป | |
| ทั้งนี้ ควรตรวจสอบกับคู่มือประจำรถเพื่อความปลอดภัย | ||
สำรองน้ำมันเองได้หรือไม่?
อีกหนึ่งประเด็นสำคัญคือ แล้วผู้ที่ไม่มั่นใจต่อปริมาณน้ำมันสำรอง หรือ อยากจะสำรองน้ำมัน (หรือกักตุน) น้ำมันเองจะทำได้หรือไม่
ผศ.สาวิตร์ ชี้ว่ากรณีน้ำมันแก๊สโซฮอล์นั้น เนื่องจากมีส่วนผสมของแอลกอฮอล์ที่มีสมบัติจับความชื้นในอากาศ น้ำมันแก๊สโซฮอล์จึงถูกออกแบบให้ใช้ในเวลาราว 2 สัปดาห์ – 1 เดือน หากนานกว่านั้นน้ำมันจะเริ่มเปลี่ยนสีและมีความหนืดเพิ่มขึ้นซึ่งอาจมีผลเสียต่อการทำงานของเครื่องยนต์
นอกจากระยะเวลาแล้ว หากเก็บไว้ในภาชนะที่ไม่เหมาะสมก็อาจมีสารอื่นเข้ามาปะปนซึ่งทำให้เครื่องยนต์มีปัญหาเช่นเดียวกัน การตรวจสอบสภาพน้ำมันและกลิ่นของน้ำมันที่เก็บไว้ก่อนนำมาเติมรถจึงเป็นเรื่องจำเป็น
กรณีของน้ำมันดีเซลนั้นมีความเสี่ยงน้อยกว่าเนื่องจากมีสัดส่วนของน้ำมันมาก อาจเก็บได้มากสุดราว 3 เดือนในภาชนะที่เหมาะสม
ประหยัดน้ำมันอย่างไร ในภาวะสถานการณ์ตึงเครียด?
คำแนะนำอื่นในการช่วยประหยัดน้ำมันในการขับขี่ เช่น หมั่นรักษาลมยางให้อยู่ในเกณฑ์ที่เหมาะสม จะช่วยลดการใช้น้ำมันและลดการสึกหรอ, หมั่นทำความสะอาดไส้กรองอากาศหรือไส้กรองแอร์ เป็นต้น
เรื่อง: กองบรรณาธิการ
ภาพ: ฉันทวัฒน์ แซ่หลี









