หากคืนนี้มีประกาศเตือนน้ำท่วม และอีกไม่กี่ชั่วโมงน้ำอาจไหลเข้าบ้าน คุณจะเริ่มจัดการอะไรก่อน? จะยกเครื่องใช้ไฟฟ้าขึ้นที่สูง ตัดไฟตรงไหน? เก็บเอกสารสำคัญไว้ที่ใด? หรือจะรีบขนสินค้าออกจากร้านทันหรือไม่?
คำถามเหล่านี้อาจดูเหมือนเป็นเรื่องไกลตัวในวันที่ท้องฟ้ายังแจ่มใส แต่สำหรับคนที่เคยผ่านเหตุการณ์น้ำท่วมมาแล้ว คงรู้ดีว่า เมื่อระดับน้ำเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว เวลาที่มีสำหรับการตัดสินใจอาจเหลือน้อยกว่าที่คิด
การรับมือน้ำท่วมจึงไม่ควรเริ่มต้นในวันที่น้ำมาถึง แต่ควรเริ่มตั้งแต่วันที่เรายังมีเวลาเดินสำรวจพื้นที่ ตรวจสอบจุดเสี่ยง และวางแผนรับมืออย่างเป็นระบบ ไม่ว่าจะเป็นบ้านพักอาศัย คอนโดมิเนียม หรือร้านค้าที่เป็นแหล่งรายได้ของครอบครัว ทุกพื้นที่ล้วนมีความเสี่ยงและวิธีเตรียมพร้อมที่แตกต่างกัน PSU Broadcast จะมาชวนรับมือ รับรู้ สู้ flood กับการ เตรียมที่พักให้พร้อมรับมือน้ำท่วม
จัดการบ้านตอนที่ยังมีเวลา ไม่ใช่ตอนน้ำมาถึงหน้าประตูบ้าน
บ้านคือพื้นที่ปลอดภัยของครอบครัว แต่หากขาดการเตรียมพร้อม ก็อาจกลายเป็นพื้นที่เสี่ยงเมื่อเกิดน้ำท่วม
สิ่งแรกที่ควรทำคือสำรวจระบบไฟฟ้า ตรวจสอบตำแหน่งเบรกเกอร์หลักหรือคัทเอาท์ รวมถึงวงจรไฟฟ้าชั้นล่าง เพื่อให้สามารถตัดกระแสไฟได้อย่างปลอดภัยเมื่อจำเป็น ตรวจสอบปลั๊กไฟว่ามีจุดไหนบ้างที่อยู่ต่ำ หากเป็นบ้านหลายชั้น ควรปรึกษาช่างไฟฟ้าผู้เชี่ยวชาญล่วงหน้าเกี่ยวกับการแยกวงจรไฟฟ้าแต่ละชั้น และห้ามสัมผัสสวิตช์หรืออุปกรณ์ไฟฟ้าขณะตัวเปียกหรือยืนอยู่ในน้ำ
ขณะเดียวกัน ควรพิจารณาปิดวาล์วน้ำประปาหลักเมื่อจำเป็น และป้องกันไม่ให้ถังเก็บน้ำสำรองลอยตัวด้วยการยึดหรือเติมน้ำให้เต็ม
จากนั้นสำรวจจุดที่น้ำอาจไหลเข้าบ้าน เช่น ประตูทางเข้า โรงจอดรถ ช่องระบายน้ำ และพื้นที่ต่ำรอบตัวบ้าน และเตรียมอุปกรณ์ป้องกันน้ำ เช่น กระสอบทราย แผ่นกั้นน้ำ รวมถึงทำความสะอาดท่อระบายน้ำรอบบ้าน เพื่อลดโอกาสที่น้ำจะไหลย้อนหรือระบายไม่ทัน
สำหรับการวางกระสอบทราย ก็มีหลักวิธีว่าต้องวางอย่างไรให้น้ำเข้าช้าลง โดยต้องวางให้แน่นและปิดช่องทางน้ำ โดย เรียงเป็นแนวสลับรอยต่อ วางเรียงชั้นเป็นสามเหลี่ยมพีระมิด และต้องอัดให้แน่นลดช่องว่าง นอกจากนี้เรายังสามารถทำกระสอบทรายเองจากน้ำได้ด้วย คือ 1. เลือกถุงหนาและเหนียว 2. ใส่น้ำประมาณครึ่งหรือสองในสามของถง 3.มัดปากถุงให้แน่น ไล่อากาศออก 4. วางเรียงเป็นแนวยาว และ 5 วางซ้อนสลับรอยต่อเพิ่มความแข็งแรง
อีกเรื่องที่ไม่ควรมองข้าม คือการย้ายเครื่องใช้ไฟฟ้า เฟอร์นิเจอร์ เอกสารสำคัญ ยารักษาโรค และสิ่งของมีค่าไปไว้บนชั้นสูงกว่าระดับน้ำที่คาดการณ์ไว้ ส่วนรถยนต์ควรเคลื่อนย้ายไปยังพื้นที่สูงและปลอดภัยก่อนเส้นทางถูกตัดขาด
นอกจากนี้ ควรเตรียมน้ำดื่ม อาหารแห้ง ไฟฉาย ยาประจำตัว และแบตเตอรี่สำรองให้พร้อม เพราะหากน้ำท่วมต่อเนื่อง การเดินทางออกไปซื้อสิ่งของจำเป็นอาจทำได้ยากกว่าปกติ
อยู่คอนโดก็ต้องเตรียม ไม่ใช่แค่รอให้นิติบุคคลจัดการ
หลายคนอาจคิดว่าการอยู่คอนโดมิเนียม โดยเฉพาะห้องพักชั้นสูง จะช่วยให้ปลอดภัยจากน้ำท่วมได้ทั้งหมด แต่ความจริงแล้ว แม้ห้องพักจะไม่ถูกน้ำท่วมโดยตรง ก็อาจได้รับผลกระทบจากไฟฟ้าขัดข้อง น้ำประปาหยุดไหล ลิฟต์ใช้งานไม่ได้ หรือการเดินทางเข้าออกอาคารที่ไม่สะดวก
สำหรับห้องชุดชั้นล่าง ควรย้ายเครื่องใช้ไฟฟ้าขนาดเล็ก cละสิ่งของที่เสียหายจากน้ำได้ง่ายขึ้นไว้บนที่สูง ตรวจสอบขอบหน้าต่างและระเบียงว่ามีจุดรั่วซึมหรือไม่ ส่วนห้องพักชั้นบน ควรเก็บสิ่งของบริเวณระเบียงเข้าที่ร่ม ป้องกันลมฝน และเตรียมน้ำดื่ม อาหารแห้ง ยาประจำตัว รวมถึงไฟฉายไว้ใช้ในกรณีฉุกเฉิน
สิ่งสำคัญอีกอย่างคือการประสานงานกับนิติบุคคลอาคารชุด สอบถามแผนป้องกันน้ำท่วม ตำแหน่งอุปกรณ์สูบน้ำสำรอง จุดตัดกระแสไฟฟ้า และแนวทางปฏิบัติเมื่อเกิดเหตุ รวมถึงสอบถามว่า หากลิฟต์หยุดทำงานหรือจำเป็นต้องอพยพ จะใช้เส้นทางใดและติดต่อใคร โดยเฉพาะครอบครัวที่มีผู้สูงอายุ ผู้พิการ ผู้ป่วยติดเตียง หรือผู้ที่ต้องใช้อุปกรณ์ทางการแพทย์ ควรวางแผนอพยพล่วงหน้า ไม่ควรรอให้เกิดเหตุแล้วจึงเริ่มหาคนช่วย เพราะในช่วงวิกฤต การเคลื่อนย้ายอาจทำได้ยากและใช้เวลามากกว่าปกติ
ร้านค้าต้องรอด ทั้งคน สินค้า และรายได้
สำหรับร้านอาหาร ร้านขายของ และโกดังสินค้า น้ำท่วมไม่ได้หมายถึงเพียงความเสียหายต่ออาคาร แต่ยังอาจกระทบสต็อกสินค้า วัตถุดิบ เครื่องมือทำมาหากิน และรายได้ที่ต้องใช้เลี้ยงครอบครัว
สิ่งแรกที่เจ้าของร้านควรทำ คือสำรวจระดับพื้นที่และจุดที่น้ำอาจไหลเข้าร้าน จากนั้นวางแผนย้ายสินค้าขึ้นชั้นสูง ยกชั้นวางและอุปกรณ์ที่เคลื่อนย้ายได้ไปยังพื้นที่ปลอดภัย พร้อมจัดเก็บสินค้าที่ไวต่อความชื้นในบรรจุภัณฑ์กันน้ำ และเตรียมพื้นที่สำรองสำหรับเก็บของหากสถานการณ์รุนแรงขึ้น
ขณะเดียวกัน ต้องให้ความสำคัญกับความปลอดภัยของระบบพลังงานและสารอันตราย หากร้านใช้แก๊สหุงต้ม ควรตรวจสอบและปิดวาล์วแก๊สเมื่อหยุดใช้งานหรือเมื่อจำเป็นต้องปิดร้านตามแผนความปลอดภัย ส่วนสารเคมี น้ำมัน และของเหลวไวไฟต้องจัดเก็บในภาชนะที่เหมาะสม ปิดสนิท และยึดให้มั่นคง ป้องกันการรั่วไหลหรือปนเปื้อนเมื่อเกิดน้ำท่วม
ที่สำคัญคือควรกำหนดเกณฑ์การตัดสินใจหยุดกิจการและเริ่มเคลื่อนย้ายสิ่งของให้ชัดเจน อย่ารอจนถนนเริ่มถูกตัดขาดจึงค่อยปิดร้าน เพราะอาจทำให้ทั้งคนและทรัพย์สินตกอยู่ในความเสี่ยง
อีกหนึ่งขั้นตอนที่ช่วยลดปัญหาหลังน้ำลด คือการถ่ายภาพหรือวิดีโอสภาพร้าน สินค้า และทรัพย์สินก่อนเกิดเหตุ พร้อมเก็บเอกสารการซื้อขายและข้อมูลประกันภัยไว้ในที่ปลอดภัย เพื่อใช้ประกอบการประเมินความเสียหายหรือยื่นเคลมตามเงื่อนไขกรมธรรม์
เตรียมพร้อมให้เป็นระบบ ไม่ใช่แค่เก็บของหนีน้ำ
ไม่ว่าจะเป็นบ้าน คอนโดมิเนียม หรือร้านค้า หัวใจสำคัญของการรับมือน้ำท่วม คือการรู้ล่วงหน้าว่าต้องทำอะไร เมื่อไร และใครเป็นผู้รับผิดชอบ นอกจากนี้ ควรฝึกซ้อมรับมือน้ำท่วมให้เป็นกิจวัตร ตั้งแต่ “ซ้อมเก็บบ้าน” เรียนรู้การวางแนวกั้นน้ำและจัดเก็บสิ่งของ “ซ้อมอยู่ต่อ” ฝึกเตรียมอุปกรณ์จำเป็นเพื่อใช้ชีวิตอย่างปลอดภัยในช่วงที่น้ำท่วม และ “ซ้อมอพยพ”* วางแผนเส้นทางหนีน้ำ พร้อมกำหนดจุดนัดพบและวิธีติดต่อสมาชิกในครอบครัว
เพราะเมื่อเกิดเหตุจริง เราอาจไม่มีเวลามากพอสำหรับการเรียนรู้ทุกอย่างตั้งแต่ต้น การเตรียมพร้อมและฝึกซ้อมไว้ก่อนจึงช่วยให้ตัดสินใจได้รวดเร็วและลดความสับสนในช่วงวิกฤต
อย่ารอให้ระดับน้ำมาถึงหน้าประตู แล้วค่อยถามตัวเองว่าต้องทำอะไร เพราะการเตรียมพร้อมที่ดีที่สุด ไม่ใช่การเก็บของได้มากที่สุด แต่คือการทำให้คนปลอดภัย และลดความสูญเสียให้ได้มากที่สุด
จำไว้ว่า “น้ำยังไม่มา คือเวลาที่ดีที่สุดในการเตรียมตัว”
ขอบคุณข้อมูล : กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) นิทรรศกาล “ซ้อมท่วม” #LIFELINE #พร้อมก่อนวิกฤต









