น้ำท่วมไม่ได้ส่งผลกระทบแค่ต่อทรัพย์สิน แต่อาจส่งผลกระทบถึงสุขภาพและชีวิต การเตรียมพร้อมที่ดีจะช่วยเพิ่มโอกาสให้เรารอด และปลอดภัย นี่คือหัวใจสำคัญของการรับมือน้ำท่วมในมุมมองของ นพ.ศุภกฤต ธนาจิระศักดิ์ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านระบาดวิทยา ที่จะชวนประชาชนเปลี่ยนจากการรอให้เกิดเหตุ มาเป็นการเตรียมพร้อมล่วงหน้า โดยเฉพาะเรื่องสุขภาพที่หลายคนอาจมองข้าม
เพราะเมื่อเกิดน้ำท่วม การเข้าถึงโรงพยาบาลอาจทำได้ยาก ยาประจำตัวอาจไม่เพียงพอ น้ำสะอาดอาจขาดแคลน และอาการเจ็บป่วยเล็กน้อยอาจรุนแรงขึ้น หากไม่ได้รับการดูแลอย่างเหมาะสม
เตรียมก่อนท่วม ลดความเสี่ยงได้
นพ.ศุภกฤต ระบุว่า การดูแลตัวเอง แบ่งออกเป็น 3 ระยะหลัก ได้แก่ ระยะก่อนเกิดน้ำท่วม ระยะระหว่างน้ำท่วม และระยะหลังน้ำลด
สำหรับคนทั่วไป หลักๆ คือทำตัวให้สุขภาพดี แข็งแรงไว้อยู่เสมอ ออกกำลังกาย กินอาหารให้ครบ 5 หมู่ นอนหลับให้เต็มที่ จิตใจผ่องใส ไม่เครียด และเตรียมอุปกรณ์จำเป็นให้พร้อม ส่วนผู้ที่มีโรคประจำตัวต้องให้ความสำคัญกับยาเป็นพิเศษ โดยควรเตรียมยาที่ใช้อยู่ให้เพียงพอประมาณ 2–4 สัปดาห์ตามความเหมาะสมและคำแนะนำของแพทย์ เก็บยาในถุงหรือภาชนะกันน้ำ พร้อมบันทึกชื่อยา ขนาดยา โรคประจำตัว และข้อมูลติดต่อโรงพยาบาลที่รักษาเป็นประจำ

ที่สำคัญ ผู้ป่วยโรคเรื้อรังไม่ควรรอให้สถานการณ์วิกฤตแล้วจึงขอความช่วยเหลือ หากคาดว่าน้ำจะท่วมจนเดินทางลำบาก ควรปรึกษาแพทย์เรื่องการเตรียมยา และวางแผนอพยพไว้ล่วงหน้า
อีกสิ่งที่ขาดไม่ได้คือ น้ำดื่มสะอาด อาหารที่เก็บรักษาได้นาน ยาสามัญประจำบ้าน อุปกรณ์ทำแผล ไฟฉาย และนกหวีดสำหรับส่งสัญญาณขอความช่วยเหลือ รวมถึงการตกลงกันในครอบครัวว่าจะไปอยู่ที่ใดหากต้องอพยพ
ระหว่างน้ำท่วม อย่าประมาทกับอาการเล็กน้อย
เมื่อเข้าสู่ช่วงน้ำท่วม สิ่งแรกที่ นพ.ศุภกฤตเน้นย้ำคือ หลีกเลี่ยงการลุยน้ำโดยไม่จำเป็น โดยเฉพาะเด็ก ผู้สูงอายุ และผู้ป่วยโรคเรื้อรัง เพราะน้ำท่วมอาจปนเปื้อนเชื้อโรค มีเศษแก้วหรือของมีคมซ่อนอยู่ และยังเสี่ยงต่ออันตรายจากไฟฟ้ารั่ว แต่หากจำเป็นต้องสัมผัสน้ำ ควรใช้อุปกรณ์ป้องกัน และรีบล้างทำความสะอาดร่างกายด้วยน้ำสะอาดหลังสัมผัสน้ำ พร้อมตรวจดูบาดแผล โดยเฉพาะผู้ป่วยเบาหวานที่อาจมีความรู้สึกบริเวณเท้าลดลงและไม่รู้ตัวว่าบาดเจ็บ
ส่วนผู้ที่มีโรคประจำตัวรุนแรง ผู้ป่วยติดเตียง ผู้ที่ต้องฉีดอินซูลิน หรือผู้ที่ต้องฟอกไต ควรวางแผนไปยังศูนย์อพยพที่เหมาะสมตั้งแต่เนิ่น ๆ เพราะการอยู่บ้านเพียงลำพังอาจทำให้เข้าถึงอาหาร ยา และการรักษาฉุกเฉินได้ยาก
สำหรับอาการเจ็บป่วยที่พบบ่อย ต้องระวังเป็นพิเศษ คือ เป็นไข้ ท้องเสีย และบาดแผลติดเชื้อ
หากท้องเสีย ควรดื่มสารละลายเกลือแร่สำหรับผู้มีอาการท้องเสีย หรือ ORS เพื่อชดเชยน้ำและเกลือแร่ที่สูญเสียไป โดยจิบบ่อย ๆ หากอาเจียนให้พักสักครู่แล้วค่อยจิบต่อ หากมีอาการขาดน้ำมาก ปวดท้องรุนแรง อาเจียนจนดื่มไม่ได้ หรือถ่ายเป็นเลือด ต้องรีบขอความช่วยเหลือทางการแพทย์
หากถูกงูกัด ห้ามกรีดแผล ดูดพิษ หรือขันชะเนาะ ให้พยายามอยู่นิ่ง ลดการเคลื่อนไหวของส่วนที่ถูกกัด และรีบไปโรงพยาบาลโดยเร็วที่สุด ส่วนบาดแผลที่เลือดไหลไม่หยุด บวมแดงมาก มีหนอง มีกลิ่นผิดปกติ หรือมีไข้ร่วมด้วย ก็ไม่ควรปล่อยไว้รักษาเอง
และอีกเรื่องที่ต้องจำให้ขึ้นใจ คือ อย่าผสมน้ำยาทำความสะอาดต่างชนิดเข้าด้วยกัน โดยเฉพาะน้ำยาฟอกขาวกับน้ำยาล้างห้องน้ำ เพราะอาจเกิดก๊าซพิษที่เป็นอันตรายถึงชีวิตได้
น้ำลดแล้ว ยังไม่ใช่เวลาวางใจ
แม้น้ำจะลดลง แต่ความเสี่ยงด้านสุขภาพยังคงอยู่ ทั้งพื้นบ้านที่ลื่น เศษวัสดุแหลมคม เชื้อโรค และเชื้อราที่สะสมอยู่ในบ้าน นพ.ศุภกฤต แนะนำให้สวมถุงมือ รองเท้าบูท และอุปกรณ์ป้องกันให้เหมาะสมขณะทำความสะอาด เริ่มจากชะล้างโคลนและสิ่งสกปรกออกก่อน จากนั้นจึงใช้น้ำยาฆ่าเชื้อตามฉลากอย่างเคร่งครัด และห้ามผสมน้ำยาหลายชนิดเข้าด้วยกัน
ภายหลังน้ำลด ควรตรวจสอบความปลอดภัยของระบบไฟฟ้าก่อนกลับเข้าใช้งาน และหลีกเลี่ยงการสัมผัสอุปกรณ์ไฟฟ้าหรือเสาไฟที่อาจมีไฟรั่ว หากไม่แน่ใจให้แจ้งผู้เชี่ยวชาญเข้าตรวจสอบ
“การเอาตัวรอดจากน้ำท่วมไม่ใช่เพียงการมีอาหารหรือมีอุปกรณ์พร้อมเท่านั้น แต่ต้องรู้ว่าเมื่อใดควรอพยพ เมื่อใดควรขอความช่วยเหลือ และเมื่อใดที่อาการเจ็บป่วยไม่ควรรอให้หายเอง โดยเฉพาะผู้ป่วยโรคเรื้อรัง ผู้สูงอายุ และผู้ป่วยติดเตียง อย่ายึดติดกับการรักษาบ้านหรือทรัพย์สินจนละเลยความปลอดภัยของชีวิต หากมีประกาศให้อพยพ ควรปฏิบัติตามคำแนะนำของเจ้าหน้าที่”









