รถโดยสารสีน้ำเงินคาดเหลืองที่วิ่งอยู่บนถนนรอบเมืองหาดใหญ่ในวันนี้ กำลังเป็นอีกหนึ่งทางเลือกของระบบขนส่งสาธารณะ เมื่อองค์การบริหารส่วนจังหวัดสงขลา เปิดให้บริการรถโดยสารพลังงานไฟฟ้า หรือ EV Bus นำร่องโดยไม่เก็บค่าโดยสารเป็นเวลา 1 เดือน ตั้งแต่วันที่ 10 ตุลาคม 2569
แต่โจทย์สำคัญของรถโดยสารสาธารณะ นอกจากเรื่องความสะดวกสบายและการช่วยลดมลพิษแล้ว ยังมีโจทย์อีกว่า จะทำอย่างไรให้ประชาชนเข้าถึงบริการได้จริง เดินทางได้สะดวก ปลอดภัย ตรงเวลา และเลือกใช้เป็นส่วนหนึ่งของการเดินทางในชีวิตประจำวันได้
วันนี้ เราจะพาไปทดลองนั่งรถ EV Bus ไปพร้อมกับผู้โดยสาร เพื่อสำรวจประสบการณ์จริง ตั้งแต่การรอรถ การขึ้นรถโดยสาร ความสะดวกสบายระหว่างทาง รวมถึงความเห็นจากผู้ขับขี่และเจ้าหน้าที่ เพื่อค้นหาว่า รถโดยสารคันนี้ตอบโจทย์คนหาดใหญ่ได้มากน้อยแค่ไหน
เสียงสะท้อนจากผู้โดยสาร รถดี-ประทับใจ แต่ต้องตอบโจทย์การเดินทางจริง
จากการพูดคุยกับผู้โดยสารส่วนใหญ่ ต่างบอกเป็นเสียงเดียวกันว่า รู้สึกประทับใจกับการทดลองใช้บริการครั้งแรก สะดวกสบาย มีพื้นที่นั่งและยืนอย่างเหมาะสม อุณหภูมิภายในรถเย็นสบาย ที่สำคัญสะดวกในการขึ้นและลง โดยเฉพาะผู้สูงอายุ เด็ก และผู้ที่มีข้อจำกัดในการเคลื่อนไหว
ขณะที่บางส่วนยังมองว่า หากต้องรอนาน และจุดจอดห่างจากชุมชน หรือเวลาการให้บริการไม่สอดคล้องกับการใช้ชีวิต ก็เป็นเรื่องที่ต้องนำมาพิจารณาในการโดยสารรถครั้งต่อไปด้วย นอกจากนี้การเก็บค่าโดยสารที่ให้สแกนจ่ายเพียงอย่างเดียวก็เป็นข้อจำกัดอีกอย่างหนึ่ง แต่โดยภาพรวมแล้วถือว่าเป็นเรื่องที่ดี และอยากสนับสนุน เพราะการมีรถโดยสาร EV Bus จะทำให้การเดินทางของชาวหาดใหญ่สะดวกขึ้นอย่างแน่นอน






ขณะที่เสียงจากผู้ขับขี่ สะท้อนว่า ในช่วงแรกของการให้บริการ มีประชาชนให้ความสนใจ และบางช่วงมีผู้โดยสารจำนวนมาก โดยเฉพาะช่วงเลิกงาน เลิกเรียน แถมยังช่วยประหยัดค่าเดินทาง เพราะหากหมดช่วงทดลองวิ่ง ก็เก็บค่าโดยสารเพียง 15 บาทตลอดสาย
ปรับเส้นทาง–ลดเวลารอ โจทย์สำคัญยกระดับ EV Bus
เช่นเดียวกับ นางสาววีรวรรณ จันทเสนะ นายท่ารถ ระบุว่า มีประชาชนให้ความสนใจมาขึ้นรถ EV Bus จำนวนมาก แต่ขณะเดียวกัน ยังมีประชาชนบางส่วนไม่กล้าขึ้นรถ เพราะเข้าใจว่าเป็นรถของหน่วยงานราชการที่ใช้รับส่งเจ้าหน้าที่เท่านั้น นี่จึงเป็นอีกหนึ่งโจทย์สำคัญ คือการสื่อสารให้ประชาชนเข้าใจว่า EV Bus เปิดให้บริการแก่ประชาชนทั่วไป
อีกด้านหนึ่ง คือการจัดตารางเดินรถก็ต้องคำนึงถึงข้อจำกัดในการนำรถกลับไปชาร์จแบตเตอรี่ เพื่อให้รถพร้อมออกให้บริการในเที่ยวถัดไป โดยรถจะวิ่งได้ประมาณ 2 เที่ยว ก่อนต้องนำกลับมาชาร์จอีกครั้งโดยใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมง
นอกจากการจัดการรถให้พร้อมออกวิ่งแล้ว อีกประเด็นที่ต้องพัฒนาคือการเชื่อมต่อเส้นทางให้สอดคล้องกับความต้องการของประชาชน เพราะแม้รถจะสะดวกสบายเพียงใด หากจุดจอดอยู่ไกลจากชุมชน หรือต้องรอรถเป็นเวลานาน ก็อาจทำให้การเดินทางไม่ตอบโจทย์ โดยขณะนี้จากการทดลองวิ่งพบว่า รถจะสามารถออกวิ่งได้แต่ละเที่ยว โดยเว้นช่วงห่างกันประมาณ 40 นาที
ซึ่งหลังจากนี้จะนำข้อเสนอแนะจากผู้โดยสาร ไปทบทวนเส้นทางและตารางเดินรถ รวมถึงการปรับปรุงการสื่อสารให้เข้าใจง่ายและเข้าถึงคนทุกกลุ่มมากขึ้น รวมทั้งจะมีการหารือเรื่องช่องทางการเก็บค่าโดยสารเป็นเงินสดด้วย หลังจากได้รับการสะท้อนมาจากผู้ใช้บริการ โดยในวันที่ 15 ตุลาคมนี้ อบจ.จะมีการประชุมสรุปผลการให้บริการ เพื่อปรับปรุงและแก้ไขให้สอดคล้องกับการใช้บริการ และเพิ่มความสะดวกให้ประชาชนมากขึ้น






การทดลองให้บริการตลอด 1 เดือนนี้ จึงไม่ได้เป็นเพียงโอกาสให้ประชาชนได้นั่งรถฟรี แต่ยังเป็นช่วงเวลาสำคัญในการเรียนรู้ว่า ระบบขนส่งสาธารณะรูปแบบใหม่ควรปรับปรุงอย่างไร เพื่อให้เกิดประโยชน์กับคนในพื้นที่มากที่สุด
ท้ายที่สุดแล้ว ความสำเร็จของ EV Bus ไม่ได้อยู่เพียงการเป็นรถพลังงานสะอาด หรือการมีรถโดยสารที่ทันสมัย แต่อยู่ที่การทำให้ประชาชนรู้สึกว่า รถคันนี้เป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน เป็นทางเลือกที่เดินทางได้จริง ประหยัดค่าใช้จ่าย และไว้วางใจได้
เพราะรถสาธารณะที่ดี ไม่ใช่แค่รถที่วิ่งบนถนน แต่ต้องเป็นรถที่พาประชาชนไปถึงจุดหมายได้อย่างสะดวก ปลอดภัย และเท่าเทียม









