“ซ้อมท่วม” เปลี่ยนความรู้สู่การลงมือทำ ชวนชาวหาดใหญ่ มาลองให้รู้ ซ้อมให้เป็น และเตรียมพร้อมกว่าเดิม หากต้องรับมือน้ำท่วม

น้ำท่วมอาจไม่ใช่เรื่องใหม่สำหรับคนหาดใหญ่ หลายคนคุ้นเคยกับการรับมือและรู้ขั้นตอนพื้นฐานว่า เมื่อฝนตกหนัก น้ำเริ่มมา ควรทำอะไร แต่ปัญหาที่เกิดขึ้นจริงในภาวะวิกฤตอาจซับซ้อนกว่านั้น เพราะเมื่อสถานการณ์ไม่เป็นไปตามที่คุ้นเคย คำถามสำคัญจะเกิดขึ้นทันทีว่า “เราจะอยู่ต่อ หรือจะอพยพ?” หรือ “ถ้าต้องออกจากบ้าน เราต้องหยิบอะไร?” และ “ถ้ามีเวลาเพียงไม่กี่นาที เราจะทำทันหรือไม่?”

นี่คือโจทย์ที่  Hatyai Connext  ร่วมกับ  LINE ประเทศไทย  และภาคีเครือข่าย จัดงาน  “ซ้อมท่วม”  ระหว่างวันที่ 8–11 ตุลาคม 2569  ที่ Common Art ชั้น G, Lee Gardens Plaza  เพื่อหวังเปลี่ยนทฤษฎี เปลี่ยนเรื่องที่เคยรู้ ให้กลายเป็นการลงมือทำจริง

ซึ่งงานได้ออกแบบกิจกรรม “ซ้อมท่วม” จากสถานการณ์จริง แบ่งเป็น 4 โซน อาทิ  โซนซ้อมรับข่าวสาร ฝึกอ่านสัญญาณเตือนและลองตัดสินใจ ,  โซนซ้อมลุยน้ำ ฝ่าด่านบ่อจำลองที่ซ่อนสิ่งกีดขวางเอาไว้ , โซนซ้อมแพ็ก ลองแพ็กของจำเป็นในเวลาที่จำกัด , โซนซ้อมเก็บบ้าน & ซ้อมประเมิน รู้วิธีเซฟบ้านและประเมินว่าควรอยู่ต่อหรืออพยพพร้อมทำความรู้จัก LINE ALERT และ LINE Safety Check  ตัวช่วยแจ้งเตือนและเช็กความปลอดภัยของคนในครอบครัวเมื่อเกิดเหตุฉุกเฉิน

คุณสุทธหทัย นิยมวาส ผู้ร่วมก่อตั้ง Hatyai Connext  เล่าว่า ที่ผ่านมา Hatyai Connext และภาคีในพื้นที่หาดใหญ่ทำงานเกี่ยวกับการรับมือสถานการณ์น้ำท่วมมาอย่างต่อเนื่อง ทั้งภาคประชาสังคม หน่วยงานรัฐ และภาคเอกชน  แต่บทเรียนจากเหตุการณ์ที่ผ่านมา ทำให้เห็นช่องว่างสำคัญว่า การให้ข้อมูลหรือสร้างการรับรู้อาจยังไม่เพียงพอโดยเฉพาะช่วงเวลาที่ต้องตัดสินใจอย่างรวดเร็ว  “เรายังขาดการตัดสินใจว่าควรอพยพหรืออยู่ต่อ แล้วการเตรียมตัวต่างกันอย่างไร”  นี่จึงเป็นที่มาของการออกแบบกิจกรรมที่ไม่ได้ให้ผู้เข้าร่วมเพียงยืนฟังหรืออ่านข้อมูล แต่ต้องเข้าไปทดลองทำจริง  (Learning by Doing)  ตั้งแต่การอ่านข้อมูลภัยพิบัติ การประเมินสถานการณ์ ไปจนถึงการฝึกทักษะที่อาจต้องใช้ในชีวิตจริง เช่น จะเดินในน้ำอย่างไร  ต้องป้องกันบ้านหรือเก็บบ้านอย่างไร วิธีการวางกระสอบทราย การถอดแบตเตอรี่รถยนต์ ซึ่งทุกอย่างแม้ดูเป็นสกิลที่ง่ายๆ และอาจหาข้อมูลจากอินเตอร์เน็ตได้ แต่เป้าหมายของเราไม่ใช่เพียงทำให้คน “รู้” แต่ต้องทำให้คน “ทำเป็น” และต้องตระหนักรู้ ลงมือทำทันที

10 นาที กับบททดสอบที่มากกว่าการแพ็กกระเป๋า

หนึ่งในกิจกรรมที่สะท้อนแนวคิดของงานได้ชัดเจน  คือ การจำลองสถานการณ์เก็บของออกจากบ้านภายในเวลา 10 นาที โดยจำลองสถานการณ์ให้เหมือนกับการอยู่ในบ้านจริงๆ จากนั้นให้ทดลองแพ็กกระเป๋า  ดังนั้นจึงไม่ใช่แค่ “รู้อะไรควรเอาไปบ้าง” แต่คือ หาเจอไหม และหยิบทันหรือเปล่า?

คุณสุทธหทัย  อธิบายต่อว่า แนวคิดนี้เกิดจากบทเรียนหลังลงพื้นที่เก็บข้อมูลจากชุมชน โดยพบว่าความเครียดส่วนหนึ่งในภาวะฉุกเฉินเกิดจากการไม่รู้ว่าจะต้องตัดสินใจอย่างไร และไม่ได้เตรียมตัวมาก่อน หรือหลายคนแม้จะรู้ว่าต้องเตรียมอะไร แต่เมื่อสถานการณ์จริงไม่เป็นไปตามขั้นตอนที่คุ้นเคย การตัดสินใจก็อาจทำได้ยากขึ้น

ดังนั้น “10 นาที” จึงไม่ได้ต้องการทดสอบว่าใครแพ็กกระเป๋าได้เก่งที่สุด แต่ต้องการให้ สัมผัสความรู้สึกของการต้องตัดสินใจภายใต้เวลาจำกัด  เมื่อกิจกรรมจบลง ผู้เข้าร่วมจะได้ทบทวนว่า สิ่งใดที่ตัวเองหาไม่เจอ สิ่งใดที่ลืม และสิ่งใดที่ควรเตรียมไว้ล่วงหน้า

อพยพก็ต้องพร้อม อาศัยอยู่ต่อก็ต้องพร้อม

เรื่องสำคัญอีกเรื่องคือการแยกให้ออกระหว่าง สิ่งที่ต้องอยู่ในกระเป๋าฉุกเฉิน กับ สิ่งที่ควรสำรองไว้ในบ้าน คือหากเลือกอพยพ กระเป๋าฉุกเฉินควรมีสิ่งจำเป็นสำหรับการเดินทางไปยังศูนย์พักพิงหรือพื้นที่ปลอดภัย ให้อยู่รอดได้ใน 72 ชั่วโมง  แต่หากเลือกอยู่ต่อ การเตรียมพร้อมในระดับครอบครัวก็ต้องแตกต่างออกไป ทั้งอาหาร น้ำ และสิ่งจำเป็นที่ต้องมีเพียงพอสำหรับการใช้ชีวิตสำหรับคนในครอบครัว

ไม่ได้สอนแค่เด็ก แต่หวังให้กลับไปถึงทั้งครอบครัว

กลุ่มเป้าหมายสำคัญของกิจกรรมคือเด็กและเยาวชน เพราะ Hatyai Connext มองว่าการสร้างความเข้าใจตั้งแต่วัยเด็กสามารถขยายไปสู่ครอบครัวได้  คือเมื่อเด็กกลับไปเล่าให้พ่อแม่ฟังว่า วันนี้เรียนรู้อะไรมา หรือชวนคนในบ้านเตรียมกระเป๋าฉุกเฉินด้วยกัน ความรู้เรื่องภัยพิบัติก็ไม่ได้หยุดอยู่ที่ตัวเด็ก

การสื่อสารภายในกิจกรรมจึงพยายามออกแบบให้เด็กเข้าใจง่าย เพราะหากเด็กสามารถเข้าใจได้ ก็มีโอกาสที่สมาชิกในครอบครัวและคนต่างวัยจะเข้าใจเนื้อหาได้เช่นกัน

เป้าหมายจึงไม่ใช่เพียงสร้าง “เด็กที่รู้เรื่องภัยพิบัติ” แต่คือการสร้าง “ครอบครัวที่พร้อมรับมือภัยพิบัติไปด้วยกัน”

จากกิจกรรม 4 วัน สู่ “เฟรมเวิร์ก” ที่นำไปใช้ต่อ

สำหรับ Hatyai Connext กิจกรรมครั้งนี้จะไม่จบลงเมื่อปิดนิทรรศการ แต่เราจะส่งต่อยอดไปยังเครือข่ายอื่น ทั้งองค์ความรู้ กราฟิก เครื่องมือ และเนื้อหาบางส่วน สามารถนำไปใช้ต่อในการอบรมชุมชน หรือใช้เป็นสื่อประกอบการทำงานขององค์กรที่ต้องการสร้างความรู้ด้านการรับมือภัยพิบัติ

ขณะเดียวกัน ตัวนิทรรศการและอุปกรณ์จำลองบางส่วนก็มีแนวคิดที่จะส่งต่อให้เกิดประโยชน์กับพื้นที่หรือองค์กรอื่น แทนที่จะเก็บไว้หลังจบกิจกรรม  นี่คือแนวคิด “เฟรมเวิร์ก” ที่ Hatyai Connext พยายามสร้างขึ้นจากทุกกิจกรรม เพราะงานหนึ่งงานไม่ควรจบลงพร้อมกับวันจัดงาน แต่ควรทิ้งองค์ความรู้ เครื่องมือ และเครือข่ายไว้ให้คนอื่นนำไปต่อยอดได้

ขณะที่คุณณิชารัศมิ์ อาชญาสิทธิวัตร รองประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการตลาด (Chief Marketing Officer) LINE ประเทศไทย  ระบุว่า  ภัยพิบัติไม่เคยส่งสัญญาณเตือนก่อนเกิด นี่คือเหตุผลสำคัญที่ทำให้ LINE ประเทศไทย เดินหน้าโครงการ “Life Line พร้อมก่อนวิกฤต” โดยมองว่าการรับมือภัยพิบัติไม่ควรเริ่มต้นในวันที่เกิดเหตุ แต่ต้องเตรียมความพร้อมตั้งแต่วันที่ทุกอย่างยังเป็นปกติ  คือการทำให้ประชาชนมีความรู้และความเข้าใจว่า หากเกิดสถานการณ์ฉุกเฉินขึ้น จะต้องทำอะไรและเตรียมตัวอย่างไร เพราะเมื่อเกิดวิกฤต สิ่งแรกที่เกิดขึ้นกับคนส่วนใหญ่คือ “ความตกใจ” แต่หากเราเคยเรียนรู้และเตรียมพร้อมมาก่อน ความรู้เหล่านั้นจะช่วยให้สามารถเรียกสติกลับมาได้เร็วขึ้น และรู้ว่าควรทำอะไรเป็นลำดับแรก และสามารถเซฟตัวเอง เซฟคนในครอบครัวได้ ความเสียหายที่อาจจะรุนแรงก็อาจผ่อนลงหรือเบาลงได้”

นอกจากนี้แนวคิดของ LINE ไม่ได้หยุดอยู่ที่การสร้างความรู้ เพราะการรู้ว่าต้องทำอะไร ไม่ได้หมายความว่าเมื่อเกิดเหตุจริงทุกคนจะสามารถลงมือทำได้ทันที  นี่จึงเป็นที่มาของกิจกรรม “ซ้อมท่วม”  เป้าหมายสำคัญคือการสร้าง “ประสบการณ์” ให้เกิดขึ้นก่อนเหตุการณ์จริง เพราะเมื่อเกิดวิกฤตขึ้นมา อย่างน้อยประชาชนจะมีภาพจำว่าเคยทำอะไรมาแล้ว และสามารถนำสิ่งที่เรียนรู้มาใช้ได้ทันที

LINE Alert จากการแจ้งเตือน สู่การเตรียมตัวล่วงหน้า

อีกหนึ่งกลไกสำคัญของการรับมือภัยพิบัติคือ LINE Alert ระบบแจ้งเตือนข้อมูลภัยพิบัติที่ LINE ประเทศไทยพัฒนาขึ้นและเปิดใช้งานมาตั้งแต่ปี 2564 แนวคิดนี้มีรากฐานมาจากประสบการณ์ของ LINE ในญี่ปุ่น หลังเหตุการณ์สึนามิครั้งใหญ่ในญี่ปุ่นเมื่อปี 2554  ซึ่งญี่ปุ่นเป็นประเทศที่ต้องเผชิญกับภัยพิบัติหลากหลายรูปแบบ ทำให้ LINE เองตระหนักว่าทำอย่างไรให้ผู้คนสามารถติดต่อและเชื่อมโยงถึงกันได้ในช่วงวิกฤต

สำหรับประเทศไทย LINE ได้ทำงานร่วมกับหน่วยงานภาครัฐและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อส่งต่อข้อมูลที่น่าเชื่อถือเกี่ยวกับภัยพิบัติและสภาพอากาศให้ประชาชนได้รับรู้ โดยจะอ้างอิงตามเกณฑ์ของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น กรมอุตุนิยมวิทยาและกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย คือเมื่อสถานการณ์ถึงเกณฑ์ที่กำหนด ข้อมูลจากหน่วยงานจะถูกส่งต่อมายังระบบของ LINE Alert เพื่อเผยแพร่ให้ผู้ติดตามได้รับข้อมูล

หัวใจสำคัญจึงไม่ใช่เพียง “การแจ้งว่าเกิดอะไรขึ้น” แต่คือการทำให้ประชาชนได้รับรู้สถานการณ์เร็วพอที่จะนำข้อมูลไปใช้วางแผนชีวิตและทรัพย์สินของตัวเอง

จากแจ้งเตือนทั่วประเทศ สู่การแจ้งเตือนเฉพาะพื้นที่

ระบบ LINE Alert ในช่วงเริ่มต้นจะเป็นการเผยแพร่ข้อมูลในวงกว้าง ทำให้ประชาชนทั่วประเทศสามารถรับรู้เหตุการณ์ภัยพิบัติที่เกิดขึ้นในพื้นที่ต่าง ๆ ได้  แต่ในปีนี้ LINE ได้พัฒนาระบบให้สามารถระบุ การแจ้งเตือนตามพื้นที่ ได้มากขึ้น

แนวคิดดังกล่าวช่วยให้ข้อมูลมีความเฉพาะเจาะจงกับพื้นที่ที่ประชาชนอยู่ ลดการสร้างความตื่นตระหนก ขณะเดียวกันก็ยังช่วยให้ผู้ที่กำลังจะเดินทางสามารถติดตามสถานการณ์ในพื้นที่ปลายทางและเตรียมตัวได้ล่วงหน้า

เพราะในบางสถานการณ์ “การรู้ก่อนเพียงเล็กน้อย” อาจทำให้คนหนึ่งคนเปลี่ยนแผนการเดินทาง เตรียมสิ่งของ หรือหลีกเลี่ยงพื้นที่เสี่ยงได้

ทำไมต้องเริ่มที่ “หาดใหญ่”

กิจกรรมครั้งนี้ถือเป็นจุดเริ่มต้นของการนำแนวคิด “รู้และลงมือทำ” มาทดลองใช้ในพื้นที่จริง โดยเลือกหาดใหญ่เป็นพื้นที่แรก เหตุผลสำคัญมาจากการมองเห็นศักยภาพของชุมชนหาดใหญ่ ซึ่งมีความตื่นตัวต่อเรื่องภัยพิบัติ มีเครือข่ายในพื้นที่ และมีความร่วมมือจากหลายภาคส่วน ซึ่งสำหรับ LINE สิ่งเหล่านี้เป็นองค์ประกอบสำคัญ เพราะการสร้างความพร้อมรับมือภัยพิบัติไม่สามารถทำโดยองค์กรใดองค์กรหนึ่งเพียงลำพัง แต่ต้องอาศัยความร่วมมือของคนในพื้นที่

หาดใหญ่จึงไม่ได้เป็นเพียงสถานที่จัดกิจกรรม แต่ถูกมองเป็นพื้นที่เรียนรู้ร่วมกัน เพื่อค้นหาว่าการสร้างความพร้อมรับมือภัยพิบัติในระดับชุมชนควรทำอย่างไร ก่อนนำประสบการณ์ไปต่อยอดในพื้นที่อื่น

เป้าหมายของ “Life Line พร้อมก่อนวิกฤต” ไม่ใช่การทำให้คนไทยกลัวภัยพิบัติมากขึ้น แต่คือการทำให้ทุกคน “รู้ว่าต้องทำอะไร ก่อนที่จะต้องทำจริง”  และในวันที่วิกฤตมาถึง การมีข้อมูลอยู่ในมืออาจช่วยให้เราตั้งสติได้เร็วขึ้น และการเคยซ้อมมาก่อนอาจช่วยให้เราตัดสินใจได้ดีขึ้น

ท้ายที่สุดแล้ว การเตรียมพร้อมอาจไม่ได้ทำให้ภัยพิบัติหายไป แต่สามารถช่วยให้เรามีโอกาสปกป้องตัวเอง ครอบครัว และทรัพย์สินได้ดีขึ้น เมื่อวันที่เหตุการณ์ไม่คาดคิดเดินทางมาถึง

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *