บทบาท”อาจารย์”ที่สังคมคุ้นเคยคือการบรรยายในชั้นเรียน การทดลองงานทดลองต่างๆในห้องปฏิบัติการ ทว่าสำหรับ อ.ดร.มรกต แก้วเพชร อาจารย์ประจำสาขาวิทยาศาสตร์กายภาพ อาจารย์ดีเด่นด้านกิจการนักศึกษา ประจำปี 2569 มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ มองบทบาทอาจารย์ไม่ได้จำกัดเพียงห้องบรรยาย ห้องทดลอง และจบลงเมื่อหมดเวลาชั้นเรียนเท่านั้นนิยามคำว่า “อาจารย์” ของอาจารย์มรกตนั้นกว้างใหญ่และลึกซึ้งเกินกว่าพื้นที่ห้องเรียน เพราะมันคือการก้าวเข้าไปดูแล “หัวใจ” และ “ความเป็นมนุษย์” ของลูกศิษย์ทุกคน
หากย้อนกลับไปในวัยเด็ก ชีวิตของเด็กหญิงมรกต แก้วเพชร เติบโตอย่างอบอุ่นในครอบครัวข้าราชการครู ทั้งพ่อและแม่ต่างเป็นแม่พิมพ์ของชาติที่ไม่เพียงมีแต่คำสอนสั่ง แต่ทำให้ดูเป็นแบบอย่างผ่านระเบียบวินัยและบรรยากาศแห่งการเรียนรู้ในบ้านที่เต็มไปหนังสือ
“ในวัยเด็ก อาจารย์ไม่ได้ฝันว่าจะเป็นครู” อาจารย์เล่าพลางหัวเราะอย่างอารมณ์ดี “ ความฝันวันนั้นคืออยากเป็นนางงาม ก่อนจะรู้ตัวว่าคงไม่น่ารอด”
แม้วัยเด็กจะยังไม่เห็นภาพอาชีพชัดเจน แต่สิ่งหนึ่งที่ฉายแววมาตลอดคือ “ความช่างสงสัย” คำถามเล็กๆ ในชีวิตประจำวันถูกส่งต่อไปยังพ่อแม่อยู่เสมอ แทนที่จะได้คำตอบสำเร็จรูป ครอบครัวกลับเลือกที่จะส่งหนังสือให้ แล้วเปิดพื้นที่ให้เด็กหญิงได้ออกเดินทางค้นหาคำตอบด้วยตนเอง ความสงสัยนั้นเองที่ค่อยๆ แปลงเปลี่ยนเป็นความรักในวิทยาศาสตร์—ศาสตร์ที่กลายเป็นเข็มทิศช่วยหาคำตอบให้ทุกเรื่องราวในชีวิต
เส้นทางสายวิชาการของอาจารย์แจ่มชัดขึ้นเมื่อเข้าศึกษาต่อระดับมัธยมปลายที่โรงเรียนหาดใหญ่วิทยาลัย ในฐานะนักเรียนทุน พสวท. (โครงการพัฒนาและส่งเสริมผู้มีความสามารถพิเศษทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี)ทุนที่เปิดเส้นทางการศึกษาต่อเนื่องตั้งแต่มัธยมปลายถึงระดับปริญญาตรีซึ่งอาจารย์ได้เข้าเรียนสาขาเคมี มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ หลังจากนั้นศึกษาต่อระดับปริญญาโทที่มหาวิทยาลัยมหิดล และบินลัดฟ้าไปคว้าดีกรีปริญญาเอก ณ University of Oxford ประเทศอังกฤษ
จากเด็กที่ยังไม่แน่ใจว่าอนาคตจะเดินไปทางไหน วิทยาศาสตร์ค่อย ๆ ทำให้เส้นทางนั้นชัดขึ้น
แม้จะมีโอกาสและข้อเสนอมากมายจากมหาวิทยาลัยชั้นนำ แต่หลังจบการศึกษา ดร.มรกต เลือกที่จะกลับ“บ้าน” หลังเดิมที่ชื่อมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ โดยมีประโยคเปลี่ยนชีวิตจากอาจารย์ต้นแบบอย่าง ศ.ดร.วัชรินทร์ รุกขไชยศิริกุล ที่เคยกล่าวไว้ว่า “อาจารย์วัชรินทร์คิดว่าอาจารย์เป็นคนมีคุณธรรมจริยธรรมที่ดี น่าจะเป็นแบบอย่างให้นักศึกษาได้” คำพูดสั้นๆ นั้นกลายเป็นจุดสำคัญที่ทำให้อาจารย์มรกตก้าวสู่เส้นทางแม่พิมพ์ของชาติ และเริ่มต้นเรียนรู้การดูแลลูกศิษย์ด้วยหัวใจนับตั้งแต่นั้น



สวมบทบาทครอบครัว ดูแลนักศึกษาด้วย “หัวใจ”
งานกิจการนักศึกษาไม่ได้เริ่มต้นจากแผนงานที่วางไว้ หากแต่เริ่มจากโจทย์ที่ได้รับมอบหมาย ทว่าเมื่อได้สัมผัสอย่างจริงจัง อาจารย์มรกตจึงได้ค้นพบความจริงข้อสำคัญนักศึกษาไม่ได้ต้องการเพียงผู้ทรงคุณวุฒิมาสอนหนังสือ แต่พวกเขาต้องการใครสักคนที่ “มองเห็น” ตัวตน และพร้อมจะรับฟัง
“เมื่อก่อนเรามองแค่งานสอน งานวิชาการ และงานวิจัย แต่พอทำกิจการนักศึกษา เราเห็นเลยว่ามีอีกมิติที่เราต้องดูแลเขา เสมือนเราเป็นพ่อแม่ เป็นครอบครัว เราไม่ได้ดูแลแค่เด็กเก่ง แต่เราสร้างระบบดูแลเด็กที่มีปัญหาในหลักสูตรเคมี เปลี่ยนจากการมองแค่กลุ่มมีปัญหาไปสู่การพัฒนานักศึกษาทุกกลุ่ม ทั้งเด็กธรรมดา เด็กเก่ง และเด็กที่ต้องการการประคบประหงมเป็นพิเศษ”
หนึ่งในเหตุการณ์ที่ถูกประทับลงในความทรงจำของอาจารย์มรกตคือวันที่นักศึกษาชั้นปีที่ 2 คนหนึ่ง ซึ่งมีเกรดเฉลี่ยเพียง 2.2 เดินเข้ามาปรึกษาว่าอยากเรียนแผนสหกิจศึกษา สายตาของอาจารย์มองทะลุผ่านตัวเลขเกรดเฉลี่ย มองเห็นศักยภาพบางอย่างที่หลบซ่อนอยู่ อาจารย์จึงแนะนำให้เรียนภาคปกติ พร้อมกับช่วยปรับมุมมองและวิธีคิด ชี้ให้เห็นว่าเธอไม่ได้เป็นคนเรียนไม่เก่ง เพียงแต่จัดสรรเวลาให้กิจกรรมมากเกินไป
เมื่อได้รับคำชี้แนะอย่างเข้าใจและมีทิศทาง นักศึกษาคนนั้นก็ฮึดสู้ จนสามารถผลักดันเกรดเฉลี่ยขึ้นมาถึง 3.00 และคว้าโอกาสศึกษาต่อระดับปริญญาโทได้สำเร็จจนกระทั่งวันหนึ่ง นักศึกษาได้ส่งข้อความมาหาว่า “ขอบคุณนะคะอาจารย์ คำพูดของอาจารย์ในวันนั้นทำให้หนูคิดได้ว่า หนูจะต้องตั้งใจเรียนมากกว่านี้”
แม้จะเป็นเพียงข้อความสั้น ๆ บนหน้าจอโทรศัพท์ แต่กลายเป็นเครื่องเตือนใจครั้งสำคัญสำหรับอาจารย์ว่า คำพูดเพียงไม่กี่คำของคนเป็นอาจารย์ สามารถหยั่งรากลึกในความคิดและเปลี่ยนทิศทางชีวิตของเด็กคนหนึ่งได้จริงๆ นับตั้งแต่นั้นมา ทุกคำพูดที่สื่อสารออกไปของอาจารย์มรกตจึงเปี่ยมไปด้วยความระมัดระวังและความใส่ใจ เพราะไม่มีทางรู้เลยว่าคำพูดประโยคใดจะกลายเป็นพลังฉุกคิดและเปลี่ยนชีวิตใครบางคนไปตลอดกาล



ทำงานกับ “นักศึกษา” ไม่ได้ง่าย แต่ “มีความสุข”
การทำงานกับนักศึกษาที่เป็นวัยรุ่นยุคใหม่ไม่ใช่เรื่องง่ายนักแต่ก็ไม่ยากเกินกำลัง กุญแจสำคัญคือ”การฟัง” และ “การวางตัวเป็นเพื่อน” หัวใจสำคัญคือ อย่าใช้การออกคำสั่งเป็นที่ตั้ง เน้นรับฟังสิ่งที่นักศึกษาต้องการระบาย เพราะบางครั้งนักศึกษาต้องการเพียงคนที่พร้อมจะยืนข้างและรับฟังด้วยความเข้าใจ เคียงข้างและเป็นเพื่อนเท่านั้น สำหรับอาจารย์มรกต งานสอนหรืองานวิจัยอาจเป็นภารกิจหลักที่เครียด แต่การได้พูดคุยและได้ช่วยเหลือนักศึกษา กลับเป็น “น้ำหล่อเลี้ยงหัวใจ” ได้ในทุกๆ วันเหมือนกัน
รางวัลที่ไม่ได้ตั้งเป้า แต่สะท้อนสิ่งที่ทำมาตลอด
เมื่อถามถึงความรู้สึกต่อรางวัลอาจารย์ตัวอย่างด้านกิจการนักศึกษาของมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ อาจารย์มรกตเพียงยิ้มและหัวเราะอย่างอารมณ์ดี พร้อมแซวตัวเองว่า “สงสัยเป็นเพราะชอบใส่ใจ เดินผ่านเห็นเด็กนั่งขมวดคิ้วหน้าเครียด ก็ต้องเข้าไปถาม “เป็นยังไงบ้างลูก” จำได้ว่ามีครั้งหนึ่งเคยนั่งให้คำปรึกษาเด็กนานถึง 5 ชั่วโมง”
สำหรับอาจารย์ รางวัลไม่เคยเป็นเป้าหมายปลายทาง แต่แน่นอนว่ารางวัลสร้างความภาคภูมิใจ เพราะรางวัลคือเครื่องยืนยันว่าสิ่งที่เพียรทำมาตลอดได้รับการมองเห็น และหลักคิดที่ยึดถือมาตลอด คือ “ประโยชน์ของเพื่อนมนุษย์เป็นกิจที่หนึ่ง” อาจารย์จึงไม่เคยเริ่มต้นจากคำถามว่า ทำอย่างไรจึงจะได้รางวัล แต่เริ่มจากคำถามว่า ทำอย่างไรให้นักศึกษาได้ดี ทำอย่างไรให้นักศึกษาผ่านปัญหาไปได้ และเติบโตขึ้นเป็นคนที่ดี มีความรู้คู่คุณธรรม และเมื่อออกสู่โลกการทำงานแล้ว จะช่วยสร้างสังคมที่ดีต่อได้อย่างไร
“มหาวิทยาลัยสอนเราเสมอว่า ‘ถือประโยชน์ของเพื่อนมนุษย์เป็นกิจที่หนึ่ง’ เราอาจจะไปเปลี่ยนคนอื่นไม่ได้ แต่สิ่งที่เราสร้างได้คือ ‘นักศึกษา’ เราอยากให้พระปณิธานนี้ติดอยู่ในใจเขา ไม่ว่าเขาจะจบไปอยู่ที่ไหน หรือทำอาชีพอะไร… ถ้าเขามีความรู้ มีคุณธรรม และคิดถึงประโยชน์ของผู้อื่น เขาจะเป็นคนดีของสังคมแน่นอน”
..ชีวิตของ อ.ดร.มรกต แก้วเพชร จึงไม่ได้จำกัดอยู่เพียงบทบาทของนักเคมีในห้องทดลอง หากแต่คือบทบาทของ “ผู้เจียระไนชีวิต” ผู้ใช้ความรัก ความใส่ใจ และความเป็นมนุษย์ หล่อเลี้ยงเมล็ดพันธุ์เล็กๆ ให้เติบใหญ่เป็นต้นไม้ที่แข็งแรง พร้อมที่จะแผ่ขยายร่มเงาแห่งความดีงามส่งต่อให้แก่โลกใบนี้ต่อไปอย่างงดงาม



อ.ดร.มรกต แก้วเพชร
อาจารย์ประจำสาขาวิทยาศาสตร์กายภาพ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์
อาจารย์ตัวอย่างดีเด่น ด้านกิจการนักศึกษา









