เมื่อไม่นานมานี้ รัฐบาลหลายประเทศออกคำแนะนำให้ประชาชนสำรองน้ำ อาหาร และสิ่งของจำเป็นให้เพียงพอต่อการดำรงชีวิตอย่างน้อย 72 ชั่วโมง หรือ 3 วัน หากเกิดเหตุฉุกเฉิน เพราะเมื่อเกิดภัยพิบัติ ความช่วยเหลืออาจเข้าไม่ถึงทันที แต่หัวใจสำคัญคือ “ต้องไม่ตื่นตระหนกหรือกักตุนเกินความจำเป็น”
อย่างไรก็ตาม การเตรียมพร้อมไม่ได้หมายความว่า ทุกประเทศกำลังคาดการณ์ว่าจะเกิดภัยพิบัติในเร็ววัน แต่เป็นการวางแผนรองรับเหตุการณ์ที่อาจเกิดขึ้นโดยไม่คาดคิด
แต่ละประเทศเตรียมพร้อมอย่างไร?
สหราชอาณาจักร รณรงค์ผ่านแคมเปญ “Be Ready” แนะนำให้แต่ละครัวเรือนสำรองน้ำดื่ม อาหารที่เก็บได้นาน ยาจำเป็น ไฟฉาย แบตเตอรี่ วิทยุหรือช่องทางรับข่าวสาร เงินสด และเอกสารสำคัญให้เพียงพอ 3 วัน โดยทยอยเติมสิ่งที่ขาด ไม่จำเป็นต้องซื้อทั้งหมดในครั้งเดียว
ญี่ปุ่น เน้นการจัดกระเป๋าฉุกเฉินสำหรับอพยพ ควรมีน้ำ อาหารแห้ง หมวกนิรภัย อุปกรณ์กันฝน ไฟฉาย วิทยุ ชุดปฐมพยาบาล ยาประจำตัว เงินสด และเอกสารสำคัญ รวมถึงเตรียมของเฉพาะบุคคล เช่น นมผงและผ้าอ้อมสำหรับเด็ก อุปกรณ์ช่วยเดิน เครื่องช่วยฟัง และยาสำหรับผู้สูงอายุหรือผู้ป่วย
ส่วน สวีเดนและนอร์เวย์ มีคำแนะนำให้ประชาชนเตรียมพร้อมพึ่งพาตนเองประมาณ 1 สัปดาห์ ขณะที่แนวทางของ เยอรมนี ให้สำรองเสบียงได้นานถึง 10 วัน สะท้อนว่าแต่ละประเทศกำหนดระดับการเตรียมพร้อมให้เหมาะกับความเสี่ยงและบริบทของตนเอง
นอกจากนี้ สหภาพยุโรป ( อียู ) ยังระบุแนวคิดการพึ่งพาตนเองในช่วง 72 ชั่วโมงแรกไว้ในยุทธศาสตร์ “Preparedness Union Strategy” ซึ่งเปิดตัวเมื่อเดือนมี.ค. 2568 สะท้อนความพยายามยกระดับความพร้อมของประชาชน ควบคู่กับการรับมือวิกฤติของภาครัฐ
ทำไมต้องเป็น 72 ชั่วโมง?
ช่วงแรกหลังเกิดภัยพิบัติ เจ้าหน้าที่อาจต้องรับมือกับเหตุฉุกเฉินจำนวนมาก ทั้งการช่วยเหลือและอพยพประชาชน รวมถึงการแก้ไขปัญหาไฟฟ้า น้ำประปา และการสื่อสารที่ขัดข้อง การเตรียมสิ่งของให้เพียงพอสำหรับ 3 วันจึงช่วยให้ประชาชนดูแลตนเองได้เบื้องต้น และเปิดทางให้เจ้าหน้าที่เร่งช่วยเหลือกลุ่มที่จำเป็นเร่งด่วนก่อน
อย่างไรก็ตาม 72 ชั่วโมงไม่ใช่การรับประกันว่าความช่วยเหลือจะมาถึงภายใน 3 วัน แต่เป็นกรอบพื้นฐานสำหรับเตรียมรับมือในระยะแรก ซึ่งแต่ละครัวเรือนควรปรับตามความเสี่ยงและความจำเป็นของสมาชิกในบ้าน

แล้วประเทศไทยต้องเตรียมพร้อมอย่างไร?
สำหรับประเทศไทย ภัยน้ำท่วม น้ำป่าไหลหลาก ดินถล่ม พายุ และแผ่นดินไหว ล้วนเป็นเหตุการณ์ที่อาจทำให้เส้นทางคมนาคมถูกตัดขาด หรือระบบไฟฟ้าและประปาหยุดชะงักได้
โดยเฉพาะพื้นที่เสี่ยงน้ำท่วมอย่างอำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ประสบการณ์จากมหาอุทกภัยย้ำให้เห็นว่า การเตรียมพร้อมต้องเริ่มก่อนน้ำมา ไม่ใช่รอให้เกิดเหตุแล้วจึงออกไปหาซื้อสิ่งของ
แต่ละครัวเรือนควรเตรียมน้ำดื่ม อาหารพร้อมรับประทาน ยาประจำตัว ชุดปฐมพยาบาล ไฟฉาย พาวเวอร์แบงก์ เงินสด และสำเนาเอกสารสำคัญให้เพียงพออย่างน้อย 3 วัน พร้อมวางแผนอพยพและติดตามประกาศเตือนภัยจากหน่วยงานทางการ
สำหรับบ้านที่มีเด็กเล็ก ผู้สูงอายุ ผู้พิการ หรือผู้ป่วยติดเตียง ต้องเตรียมยาและอุปกรณ์เฉพาะบุคคล รวมถึงวางแผนการเคลื่อนย้ายและช่องทางติดต่อผู้ช่วยเหลือให้ชัดเจน เพื่อไม่ให้ใครถูกทิ้งไว้ข้างหลัง
สิ่งสำคัญคือการเตรียมอย่างพอดี ตรวจสอบวันหมดอายุ และหมุนเวียนเสบียงให้พร้อมใช้จริง ไม่จำเป็นต้องกักตุนสินค้าในปริมาณมาก
การเตรียมพร้อม 72 ชั่วโมงจึงไม่ใช่สัญญาณว่าภัยพิบัติกำลังจะเกิดขึ้น แต่เป็นการลดความเสี่ยงในโลกที่เหตุฉุกเฉินอาจเกิดขึ้นได้โดยไม่คาดคิด เตรียมน้ำ อาหาร ยา วางแผนสื่อสาร และรู้เส้นทางอพยพตั้งแต่วันนี้ เพราะความพร้อมของแต่ละครอบครัว อาจช่วยให้ผ่านช่วงเวลาวิกฤตได้อย่างปลอดภัยยิ่งขึ้น
ขอบคุณข้อมูล
thaipbs.or.th
https://beready.campaign.gov.uk/be-ready-for-emergencies/?utm_source=chatgpt.com
https://www.bousai.go.jp/en/documentation/white_paper/pdf/2022/R4_hakusho_english.pdf?utm_source=chatgpt.com
https://www.suomi.fi/guides/preparedness/how-to-prepare-for-incidents-and-crises/general-instructions-on-preparedness-home-emergency-supplies-and-on-what-to-do-in-different-situations?utm_source=chatgpt.com








