รถไฟฟ้ากับน้ำท่วม เตรียมพร้อมก่อนภัย ดูแลอย่างไรหลังน้ำลด

หากมีประกาศเตือนน้ำท่วม และอีกไม่กี่ชั่วโมงข้างหน้า น้ำอาจไหลเข้าบ้าน คุณจะทำอย่างไรกับรถยนต์ที่จอดอยู่หน้าบ้าน โดยเฉพาะรถยนต์ไฟฟ้า หรือ รถ EV ที่หลายคนยังกังวลว่า หากถูกน้ำท่วม แบตเตอรี่จะปลอดภัยหรือไม่ และเมื่อน้ำลดแล้วจะสามารถสตาร์ตรถขับออกมาได้ตามปกติหรือเปล่า

ความจริงแล้ว การรับมือน้ำท่วมสำหรับรถยนต์ไฟฟ้าไม่ได้มีเพียงการหาที่จอดรถให้พ้นน้ำเท่านั้น แต่ยังต้องคำนึงถึงแบตเตอรี่แรงดันสูง ระบบควบคุมไฟฟ้า อุปกรณ์ชาร์จ และวิธีดูแลรถหลังน้ำลดด้วย เพราะแม้รถจะดูปกติจากภายนอก แต่ภายในอาจมีความเสียหายที่มองไม่เห็น

PSU Broadcast ชวน “รับมือ รับรู้ สู้ flood” ทำความเข้าใจเรื่อง “รถไฟฟ้ากับน้ำท่วม เตรียมพร้อมก่อนภัย ดูแลอย่างไรหลังน้ำลด”  โดย ผศ.ดร.สาวิทย์ ตัณฑนุช ผู้อำนวยการศูนย์พัฒนายานยนต์ไฟฟ้า มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์  ได้ให้คำแนะนำ เพื่อให้ผู้ใช้รถเตรียมตัวได้ทันเวลา รู้ว่าควรทำอะไร และอะไรคือสิ่งที่ไม่ควรทำเมื่อเผชิญสถานการณ์น้ำท่วม

ก่อนน้ำมา รีบย้ายรถ เตรียมอุปกรณ์ให้พร้อม

สิ่งสำคัญที่ต้องเข้าใจคือ รถยนต์ไฟฟ้ามีระบบไฟฟ้าแรงดันสูง ไม่ใช่เพียงแบตเตอรี่ 12 โวลต์เหมือนระบบไฟฟ้าทั่วไป รถ EV หลายรุ่นใช้แรงดันไฟฟ้าสำหรับระบบขับเคลื่อนประมาณ 400 โวลต์ ขณะที่รถไฮบริดก็มีระบบแรงดันสูงเช่นกัน ซึ่งอาจอยู่ในช่วงหลายร้อยโวลต์ ซึ่งอาจทำให้เกิดอันตรายได้ 

นอกจากนี้แม้แบตเตอรี่และอุปกรณ์สำคัญจะได้รับการออกแบบให้มีระบบป้องกันน้ำและฝุ่น แต่ไม่ได้หมายความว่ารถทั้งคันจะทนน้ำท่วมได้ทุกระดับ ความปลอดภัยยังขึ้นอยู่กับระดับน้ำ ระยะเวลาที่แช่น้ำ สภาพรถ และความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นกับซีลหรืออุปกรณ์ต่าง ๆ

สำหรับระดับแบตเตอรี่ หากจำเป็นต้องเคลื่อนย้ายรถหนีน้ำ ผู้เชี่ยวชาญแนะนำให้พิจารณาระดับการชาร์จประมาณ 50–60 เปอร์เซ็นต์ และอาจเพิ่มได้ถึง 70 เปอร์เซ็นต์ตามความจำเป็น ส่วนรถที่ย้ายไปจอดในพื้นที่ปลอดภัยแล้วและต้องจอดเก็บไว้ อาจพิจารณาระดับแบตเตอรี่ประมาณ 30–40 เปอร์เซ็นต์ ทั้งนี้ คำแนะนำดังกล่าวไม่ใช่ข้อกำหนดที่ใช้ได้กับรถทุกคัน เจ้าของรถควรตรวจสอบคู่มือและคำแนะนำจากผู้ผลิตแต่ละรุ่นด้วย

นอกจากตัวรถแล้ว อย่าลืมตรวจสอบกุญแจสำรอง เอกสารประจำรถ สมุดรับประกัน และข้อมูลกรมธรรม์ประกันภัย โดยเฉพาะรถที่ใช้ระบบ Keyless หรือกุญแจรีโมต ควรศึกษาวิธีใช้กุญแจฉุกเฉินและตำแหน่งสำหรับเสียบกุญแจให้คุ้นเคย เพราะในสถานการณ์ฉุกเฉิน เราอาจไม่มีเวลาค้นหาข้อมูล

อีกจุดที่มักถูกมองข้ามคือเครื่องชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าที่บ้าน เช่น Wallbox รวมถึงปลั๊กและวงจรไฟฟ้าที่เกี่ยวข้อง หากพื้นที่มีความเสี่ยงน้ำท่วม ควรวางแผนป้องกันล่วงหน้า ให้ช่างไฟฟ้าที่มีความชำนาญตรวจสอบระบบ หากน้ำเริ่มเข้าใกล้อุปกรณ์ ห้ามสัมผัสเครื่องชาร์จหรือปลั๊กที่เปียกน้ำ และห้ามเข้าไปตัดไฟในบริเวณที่มีน้ำท่วมถึง

จำไว้ว่า การย้ายรถก่อนน้ำมาถึงปลอดภัยกว่าการรอจนต้องตัดสินใจในนาทีสุดท้าย

น้ำท่วมอย่าฝืนขับ!  รู้ 5 ข้อควรระวัง ก่อนขับรถฝ่าน้ำ

เมื่อพบเส้นทางน้ำท่วม สิ่งสำคัญที่สุดคืออย่าประเมินความปลอดภัยจากระดับน้ำที่มองเห็นเพียงอย่างเดียว เพราะใต้ผิวน้ำอาจมีหลุม ฝาท่อ หรือสิ่งกีดขวางที่มองไม่เห็น ขณะที่กระแสน้ำอาจทำให้รถเสียการทรงตัว ล้อสูญเสียการยึดเกาะถนน และควบคุมทิศทางหรือเบรกได้ยากขึ้น  ดังนั้น หากน้ำท่วมสูง มีกระแสน้ำไหลแรง หรือไม่สามารถประเมินความลึกและสภาพถนนได้ ควรหยุดและเลือกเส้นทางอื่น ไม่ควรทดลองขับฝ่าน้ำ

หากรถอยู่ในพื้นที่เสี่ยงและเริ่มมีน้ำล้อมรอบ อย่าฝืนขับออกมาเมื่อเส้นทางไม่ปลอดภัย ให้คำนึงถึงชีวิตของผู้ขับขี่และผู้โดยสารเป็นอันดับแรก เพราะความเสียหายต่อรถยังสามารถประเมินและซ่อมแซมได้ แต่ความเสี่ยงต่อชีวิตอาจไม่สามารถย้อนกลับได้  แต่หากจำเป็นต้องขับรถฝ่าน้ำท่วมจริงๆ  มีหลักสำคัญ 5 ขั้นตอน คือ 

  1. ปิดแอร์และปิดระบบรับอากาศภายนอกทันที เพื่อป้องกันความชื้นเข้าสู่ระบบปรับอากาศ
  2. ปิดระบบ Auto Hold และ One-Pedal (หากมีในรถของคุณ)
  3. ขับช้าๆ ด้วยความเร็วคงที่ (ประมาณ 20-30 กม./ชม.) เพื่อไม่ให้เกิดคลื่นน้ำซัดสูง
  4. เว้นระยะห่างจากคันหน้า 10 เมตรขึ้นไป เพื่อความปลอดภัยในการหยุดรถ
  5. หลังขับพ้นน้ำ ให้ขับช้าๆ และเหยียบเบรกเบาๆ ซ้ำๆ เพื่อไล่ความชื้นและทำให้ผ้าเบรกแห้ง ห้ามดับเครื่องยนต์ทันที

ไขข้อสงสัย: ทำไมรถ EV ถึงลุยน้ำได้ดีกว่ารถน้ำมัน?

หลายคนอาจสงสัยว่า หากต้องขับรถผ่านเส้นทางน้ำท่วม รถยนต์ไฟฟ้า (EV) จะรับมือได้ดีกว่ารถยนต์น้ำมันหรือไม่ คำตอบคือ รถทั้งสองประเภทมีความเสี่ยงแตกต่างกัน  แต่รถ EV อาจขับลุยน้ำได้ดีกว่า เพราะรถ EV ไม่มีเครื่องยนต์สันดาปและระบบไอดีแบบรถน้ำมัน จึงมีโอกาสเกิดปัญหาได้น้อยกว่า  แต่ไม่ได้หมายความว่าจะขับลุยน้ำได้ปลอดภัยกว่าในทุกสถานการณ์  รวมทั้งระบบไฟฟ้าและแบตเตอรี่ที่มีการป้องกันน้ำก็ไม่ควรนำมาตีความว่ารถ EV ทุกคันสามารถลุยน้ำลึกได้เท่ากัน หรือแช่น้ำได้นานตามระยะเวลาหนึ่งโดยไม่มีความเสียหาย เพราะความสามารถของรถแต่ละรุ่นและสภาพการใช้งานแตกต่างกัน

น้ำลดแล้ว อย่าเพิ่งสตาร์ตหรือชาร์จรถ

เมื่อระดับน้ำลดลง หลายคนอาจรีบกลับไปตรวจสอบรถและทดลองสตาร์ตเพื่อดูว่ายังใช้งานได้หรือไม่ แต่สำหรับรถยนต์ไฟฟ้าที่ถูกน้ำท่วม นี่คือสิ่งที่ไม่ควรทำ แม้ภายนอกรถจะดูปกติ แต่น้ำอาจเข้าไปสะสมในระบบไฟฟ้า ขั้วต่อ อุปกรณ์ควบคุม หรือชิ้นส่วนสำคัญ ซึ่งอาจทำให้เกิดความเสียหายหรือความเสี่ยงทางไฟฟ้าได้ภายหลัง

หากรถถูกน้ำท่วม ห้ามสตาร์ต ห้ามเปิดระบบไฟฟ้าเพื่อทดลองใช้งาน และห้ามนำไปชาร์จแบตเตอรี่เอง ควรติดต่อศูนย์บริการ ผู้ผลิต หรือช่างผู้เชี่ยวชาญด้านรถยนต์ไฟฟ้า เพื่อประเมินความเสียหายก่อนดำเนินการใด ๆ

ไม่ควรถอดขั้วแบตเตอรี่ 12 โวลต์ หรือพยายามตัดการเชื่อมต่อระบบไฟฟ้าแรงสูงด้วยตนเอง เพราะระบบของรถแต่ละรุ่นมีโครงสร้างและขั้นตอนความปลอดภัยแตกต่างกัน การจัดการผิดวิธีอาจก่อให้เกิดอันตรายได้

หากต้องเคลื่อนย้ายรถ ควรแจ้งผู้ให้บริการลากจูงให้ทราบว่ารถผ่านน้ำท่วมมาแล้ว และใช้รถสไลด์หรือวิธีขนย้ายตามที่ผู้ผลิตกำหนด ไม่ควรลากโดยให้ล้อหมุนสัมผัสพื้นโดยพลการ เพราะอาจทำให้ระบบขับเคลื่อนได้รับความเสียหายเพิ่มเติม

หากพบความร้อนผิดปกติ มีควัน เสียงผิดปกติ หรือกลิ่นสารเคมีจากบริเวณรถ ให้ถอยห่างและกันคนออกจากพื้นที่ อย่าเข้าไปตรวจสอบหรือสัมผัสตัวรถด้วยตนเอง และแจ้งหน่วยฉุกเฉินหากมีสัญญาณอันตราย

นอกจากนี้ ควรถ่ายภาพความเสียหายและระดับน้ำที่ท่วมถึงตัวรถไว้เป็นหลักฐาน พร้อมติดต่อบริษัทประกันภัยเพื่อตรวจสอบเงื่อนไขความคุ้มครอง ก่อนดำเนินการซ่อมแซมหรือเคลื่อนย้ายรถตามขั้นตอนที่เหมาะสม

ซึ่งเกณฑ์การประเมินระดับความรุนแรงเมื่อรถจมน้ำ แบ่งออกเป็น 4 ระดับตามความสูงของน้ำ คือ

  • L1 (ท่วมครึ่งล้อ): น้ำซึมเข้าคอนเน็คเตอร์สายไฟแรงสูง (HV) และแบตเตอรี่แพ็ค
  • L2 (ท่วมระดับล้อ): น้ำเข้ามอเตอร์ทางซีลเพลาขับ และกระทบระบบอิเล็กทรอนิกส์ในห้องโดยสาร
  • L3 (ท่วมระดับคอนโซล): น้ำท่วมแบตเตอรี่ 12V, กล่องฟิวส์, ชุด Inverter และ OBC
  • L4 (ท่วมระดับหลังคา): แรงดันน้ำสูงและแช่นาน ทำให้น้ำเข้าทุกส่วน รวมถึงระบบ ADAS และ Sunroof

ภัยน้ำท่วมอาจเกิดขึ้นได้รวดเร็วกว่าที่คิด แต่ความเสียหายหลายอย่างสามารถลดลงได้ หากมีการเตรียมพร้อมตั้งแต่เนิ่น ๆ โดยเฉพาะผู้ใช้รถยนต์ไฟฟ้าที่ต้องให้ความสำคัญกับทั้งแบตเตอรี่ ระบบไฟฟ้าแรงสูง และอุปกรณ์ชาร์จ

หัวใจสำคัญจึงไม่ใช่การพยายามนำรถฝ่าน้ำออกมาให้ได้ทุกสถานการณ์ แต่คือการรู้ว่าเมื่อใดควรย้ายรถ เมื่อใดควรหยุด และเมื่อใดควรให้ผู้เชี่ยวชาญเข้ามาดูแล

เพราะเมื่อเกิดน้ำท่วม การรักษาชีวิตต้องมาก่อนการรักษารถ และหลังน้ำลด การไม่รีบสตาร์ตหรือชาร์จรถที่ถูกน้ำท่วม อาจเป็นการตัดสินใจสำคัญที่ช่วยป้องกันความเสียหายและลดความเสี่ยงต่ออันตรายที่อาจเกิดขึ้นได้

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *